พฤษภาคม 2569
FoodNavigator เปิดเผยรายงาน “10 Food Megatrends in Europe” ซึ่งสะท้อนการเปลี่ยนแปลงสำคัญของอุตสาหกรรมอาหารและเครื่องดื่มในยุโรป โดยระบุว่า แม้ผู้บริโภคในแต่ละประเทศจะมีพฤติกรรมแตกต่างกัน แต่มี 10 เทรนด์หลักที่กำลังส่งอิทธิพลต่อทิศทางตลาดอาหารทั้งภูมิภาค
หนึ่งในเทรนด์สำคัญที่สุดคือ “อาหารโปรตีนสูง” ซึ่งกำลังเติบโตในหลายประเทศ โดยผู้บริโภคไม่ได้มองหาโปรตีนเพื่อการออกกำลังกายเพียงอย่างเดียว แต่เชื่อมโยงกับสุขภาพโดยรวม ความอิ่มท้อง ภูมิคุ้มกัน และพลังงานในชีวิตประจำวัน ประเทศที่ตอบรับกระแสนี้สูง ได้แก่ สวีเดน เดนมาร์ก ไอร์แลนด์ และสเปน ขณะที่ฝรั่งเศสและเยอรมนีเริ่มให้ความสำคัญกับ “คุณภาพของแหล่งโปรตีน” มากกว่าปริมาณ
อีกแนวโน้มที่น่าจับตาคือ “Flexitarian” หรือการลดการบริโภคเนื้อสัตว์แบบยืดหยุ่น ซึ่งได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นในเนเธอร์แลนด์ สเปน สวีเดน และสหราชอาณาจักร โดยผู้บริโภคจำนวนมากลดการบริโภคเนื้อสัตว์ด้วยเหตุผลด้านสุขภาพ ค่าใช้จ่าย และสิ่งแวดล้อม มากกว่าการเปลี่ยนเป็นมังสวิรัติเต็มรูปแบบ
ขณะเดียวกัน “อาหารสะดวกซื้อ” ยังคงเติบโตจากวิถีชีวิตเร่งรีบ โดยเฉพาะในสเปนและอิตาลี ผู้บริโภคต้องการอาหารพร้อมรับประทานที่รวดเร็ว แต่ยังคงคุณภาพ ความสดใหม่ และคุณค่าทางโภชนาการ ส่งผลให้กลุ่มอาหารแช่เย็น อาหารพร้อมอุ่น และของว่างทดแทนมื้ออาหารขยายตัวต่อเนื่อง
รายงานยังระบุว่า ปัญหาค่าครองชีพและเงินเฟ้อทำให้ “ความคุ้มค่า” กลายเป็นปัจจัยสำคัญในการเลือกซื้อสินค้า ผู้บริโภคจำนวนมากหันไปเลือกสินค้า Private Label มากขึ้น โดยเฉพาะในสวีเดนและไอร์แลนด์ แต่ยังคงคาดหวังคุณภาพในระดับสูง ทำให้ผู้ค้าปลีกต้องพัฒนา House Brand ให้แข่งขันกับแบรนด์หลักได้ อีกหนึ่งกระแสที่กลับมาโดดเด่นคือ “Retro & Nostalgia Food” หรืออาหารที่สร้างความรู้สึกเชื่อมโยงกับอดีต ท่ามกลางสภาพเศรษฐกิจที่ไม่แน่นอน ผู้บริโภคหันมามองหาอาหารรสชาติดั้งเดิม สูตรโบราณ และวิธีการผลิตแบบดั้งเดิม โดยเฉพาะในเยอรมนีและสหราชอาณาจักร ในอีกด้านหนึ่ง เทรนด์ “Premium Indulgence” หรือการยอมจ่ายเพื่อความสุขเล็ก ๆ ในชีวิตประจำวัน ยังคงเติบโต แม้ผู้บริโภคจะระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น แต่ยังต้องการสินค้าพรีเมียมในราคาที่เข้าถึงได้ เช่น ช็อกโกแลต ไอศกรีม และสินค้ารสชาติพรีเมียม โดยเดนมาร์กและเนเธอร์แลนด์เป็นตลาดสำคัญของกระแสดังกล่าว
ด้านเทรนด์ “Local Origin” ผู้บริโภคยุโรปให้ความสำคัญกับแหล่งที่มาของวัตถุดิบมากขึ้น โดยเฉพาะในฝรั่งเศสและกลุ่มประเทศนอร์ดิก ซึ่งมองว่าสินค้าท้องถิ่นมีความโปร่งใส สนับสนุนเกษตรกรในประเทศ และมีความยั่งยืนมากกว่า ส่งผลให้แบรนด์อาหารต้องสื่อสารเรื่องแหล่งผลิตและห่วงโซ่อุปทานอย่างชัดเจน ด้านสุขภาพ ผู้บริโภคยุโรปให้ความสำคัญกับ “อาหารฟังก์ชัน” มากขึ้น ทั้งด้านสุขภาพลำไส้ ภูมิคุ้มกัน และพลังงาน ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์เสริมไฟเบอร์ โปรไบโอติก และอาหารเพื่อสุขภาพเติบโตในหลายประเทศ โดยผู้บริโภคเริ่มมองอาหารเป็นส่วนหนึ่งของการดูแลสุขภาพเชิงป้องกัน
นอกจากนี้ กระแส “Clean Label” และความโปร่งใสด้านวัตถุดิบกำลังกลายเป็นมาตรฐานใหม่ของตลาดยุโรป ผู้บริโภคเริ่มหลีกเลี่ยงอาหาร Ultra-Processed และหันมาเลือกสินค้าที่มีส่วนผสมเรียบง่าย ใช้วัตถุดิบธรรมชาติ และตรวจสอบแหล่งที่มาได้ โดยเฉพาะในอิตาลี ฝรั่งเศส และสเปน ที่ให้ความสำคัญกับรายการส่วนผสมและกระบวนการผลิตมากขึ้นอย่างชัดเจน
download PDF ย้อนกลับ