เมษายน 2569
รายงานการวิจัยจากมอร์ดอร์ อินเทลลิเจนซ์ (Mordor Intelligence) ฉบับล่าสุดชี้ให้เห็นการเติบโตอย่างก้าวกระโดดของ "ไมโครกรีน"
ในฐานะอาหารฟังก์ชัน (Functional Food) ที่ตอบโจทย์คนเมืองและกลุ่มรักสุขภาพทั่วโลก โดยได้รับแรงหนุนสำคัญจากการพัฒนาเทคโนโลยี
ฟาร์มแนวตั้งและการขยายตัวของกลุ่มผู้บริโภคที่เน้นสารอาหารเข้มข้นเพื่อป้องกันโรค
รายงานการวิจัยจากมอร์ดอร์ อินเทลลิเจนซ์ (Mordor Intelligence) ระบุว่า ตลาดไมโครกรีนทั่วโลกมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 3 พันล้าน $US ในปี 2568 และคาดการณ์ว่าจะเติบโตจาก 3.34 พันล้าน $US ในปี 2569 ไปแตะระดับ 5.71 พันล้าน $US ภายในปี 2574 โดยมีอัตราการเติบโตเฉลี่ยต่อปีสูงถึงร้อยละ 11.32 ในช่วงระยะเวลาที่คาดการณ์ ซึ่งถือเป็นการขยายตัวที่แข็งแกร่งอย่างยิ่ง
ปัจจัยสำคัญที่ผลักดันตลาดไมโครกรีนทั่วโลกมาจาก ความต้องการอาหารที่มีสารอาหารหนาแน่น (Nutrient-dense foods) ที่เพิ่มสูงขึ้น ประกอบกับการลงทุนที่เพิ่มขึ้นในระบบการทำฟาร์มในร่มและฟาร์มแนวตั้ง (Vertical Farming) นอกจากนี้ ผู้ค้าปลีกยังได้ขยายกลุ่มผลิตภัณฑ์ผักสดระดับพรีเมียมเพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ ซึ่งให้ความสำคัญกับอาหารฟังก์ชันและห่วงโซ่อุปทานในท้องถิ่นมากขึ้น
ประเภทพืชที่ทำรายได้สูงสุดมักเป็น broccoli microgreens ซึ่งหลายรายงานระบุว่าเป็นผู้นำของตลาด และยังมีชนิดที่สำคัญรองลงมาคือ radish, arugula** และ pea shoots*** เหตุผลคือกลุ่มนี้ขายได้ในราคาพรีเมียม ภาพลักษณ์ด้านสุขภาพดี และตอบโจทย์เมนูร้านอาหารหรือสินค้าพร้อมบริโภคได้ดี
การบริโภค microgreens ส่วนใหญ่เกิดใน 3 รูปแบบ คือ ใส่ในสลัด แซนด์วิช และจานอาหารตกแต่ง รวมถึงผสมในสมูทตี้หรือเมนูสุขภาพผู้บริโภคให้ความสำคัญกับสารอาหาร ความสด สีสัน และความสะดวก ทำให้สินค้าแบบบรรจุพร้อมใช้ในช่องทาง retail เติบโตเด่น ร้านอาหารเชฟระดับพรีเมียมก็ยังเป็นตลาดสำคัญ เพราะ microgreens เพิ่มทั้งรสชาติและความสวยงามของจานอาหาร
download PDF ย้อนกลับ