พฤศจิกายน 2568
การผลิตอุตสาหกรรมอาหารไทยในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 หดตัวร้อยละ 4.3 เมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปีก่อน เนื่องจากความต้องการในตลาดต่างประเทศชะลอตัวตามภาวะเศรษฐกิจของประเทศคู่ค้าหลักโดย เฉพาะจีนและสหรัฐอเมริกา อันเป็นผลจากภาวะเศรษฐกิจโลกที่ยังไม่ฟื้นตัวเต็มที่ ทำให้กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ขณะที่ต้นทุนการผลิตยังคงอยู่ในระดับสูงจากราคาวัตถุดิบและพลังงานที่ปรับตัวเพิ่มขึ้น อีกทั้งถึงสภาพอากาศแปรปรวนและภัยแล้งในบางพื้นที่ยังส่งผลกระทบต่อปริมาณวัตถุดิบทางการเกษตรที่ใช้ในกระบวนการผลิต โดยเฉพาะแป้งมันสำปะหลังและผลิตภัณฑ์อาหารแปรรูป ส่งผลให้กำลังการผลิตโดยรวมชะลอตัว
อุตสาหกรรมรายสาขาที่มีการผลิตหดตัวลง ได้แก่ แป้งมันสำปะหลัง (-18.7%), กาแฟสำเร็จรูปชนิดผง (-17.0%), เครื่องปรุงรสประจำโต๊ะอาหาร (-9.6%), ปลาทูน่ากระป๋อง (-8.4%), เนื้อไก่แช่เเข็งและเเช่เย็น (-4.6%) เป็นต้น โดยกลุ่มแป้งมันสำปะหลังหดตัวลง เนื่องจากปริมาณผลผลิตออกสู่ตลาดลดลงจากการระบาดของโรคใบด่างมันสำปะหลังในหลายพื้นที่เพาะปลูกและมาตรการควบคุมการนำเข้าผลผลิตจากกัมพูชา ขณะที่ความต้องการใช้ในอุตสาหกรรมอาหารและอุตสาหกรรมต่อเนื่องยังคงมีอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้โรงงานแปรรูปประสบปัญหาวัตถุดิบไม่เพียงพอต่อการผลิต ขณะที่อุตสาหกรรมรายสาขาที่มีการผลิตปรับตัวสูงขึ้น ได้แก่ สับปะรดกระป๋อง (+114.0%), ผักผลไม้เเช่เเข็ง (+81.6%), กะทิ (+25.6%), กุ้งเเช่เเข็ง (+12.9%), นมพร้อมดื่ม (+1.3%) และอาหารสัตว์เลี้ยงสำเร็จรูป (+0.8%)
การส่งออกสินค้าอาหารไทยในไตรมาสที่ 3 ปี 2568 มีมูลค่า 369,600 ล้านบาท หดตัวลงร้อยละ 12.3 เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยกลุ่มสินค้า ส่วนใหญ่ที่มีการส่งออกลดลง ได้แก่ ข้าว ผลไม้สด แป้งมันสำปะหลัง และเครื่องดื่ม ซึ่งได้รับผลกระทบจากการส่งออกไปยังกัมพูชาที่ลดลงอย่างมีนัยสำคัญ สำหรับการส่งออกข้าวหดตัวลงเนื่องจากผลผลิตข้าวโลกที่เพิ่มขึ้นโดยเฉพาะอินเดียที่กลับมาส่งออกตามปกติ รวมถึงการลดลงของความต้องการนำเข้าข้าวจากประเทศผู้นำเข้าสำคัญอย่างอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์ ทำให้การแข่งขันในตลาดโลก เพิ่มสูงขึ้น กดดันราคาในตลาดโลกรวมทั้งราคาส่งออกข้าวไทยให้อ่อนตัวลง ซึ่งข้าวถือเป็นหนึ่งในสินค้าหลักที่มีสัดส่วนสำคัญต่อมูลค่าการส่งออกอาหารโดยรวม
download PDF ย้อนกลับ