Get Adobe Flash player
                          • หน่วยงานที่กำกับดูแลด้านสินค้าเกษตรและอาหารของโมร็อกโก  กรมควบคุมความปลอดภัยด้านอาหารแห่งราชอาณาจักรโมร็อกโก หรือ National Office for Food Safety (ONSSA) เป็นหน่วยงานอิสระภายใต้การกำกับของกระทรวงเกษตร ซึ่งถูกจัดตั้งขึ้นโดยกฎหมาย Law 25-08 เมื่อเดือนมีนาคม ปีพ.ศ. 2552 มีหน้าที่ตรวจสอบและควบคุมสินค้าเกษตรและอาหารทุกชนิดที่นำเข้ามาในราชอาณาจักรโมร็อกโก โดยมีอำนาจในการออกกฎหมาย กฎระเบียบ บังคับใช้ และควบคุมสินค้าที่อยู่ในความรับผิดชอบให้เป็นไปตามกฎระเบียบภายในประเทศ ตลอดจนมาตรฐานต่าง ๆ เช่น การติดฉลาก การหีบห่อบรรจุสินค้า เป็นต้น
                      •  กฎระเบียบทั่วไปเกี่ยวกับสินค้าเกษตรและอาหาร
                            • ระเบียบว่าด้วยการติดฉลากสินค้า (Labeling Requirements)

 

ภายใต้กฎหมาย #28-07 กำหนดให้สินค้าทุกชนิดต้องแสดงฉลากสินค้าเป็นภาษาอาหรับ และต้องระบุรายชื่อผู้นำเข้าสินค้านั้นบนฉลากด้วย   สำหรับการติดฉลากโภชนาการ (Nutritional labeling) ได้มีการประกาศบังคับใช้เพิ่มเติมภายใต้พระราชกฤษฎีกา ฉบับที่สอง (2-12-389) ซึ่งสามารถดูรายละเอียดได้ที่ http://www.onssa.gov.ma/fr/images/reglementation/transversale/DEC.2-01-1016.FR.c1.pdf  ทั้งนี้ ข้อบังคับภายใต้พระราชกฤษฎีกาฉบับใหม่ได้กำหนดให้ระบุรายชื่อสารก่อภูมิแพ้ตามรายการดังนี้ด้วย

o   Cereals containing gluten

o   Crustaceans and Crustaceans product base

o   Eggs and eggs based products

o   Fish, and fish based product except for fish gelatin used a support for vitamins or as a clarification agent for wine and beers

o   Peanuts and peanuts product base

o   Soybean and soybean based product except for: completely refined oil, Tocopherol, Phytosterols, and Stanol.

o   Milk and milk based products (Including lactose), except for : Lactitol, and lactoserum used as alcoholic distillate

o   Nuts

o   Celery and celery based products

o   Mustard and mustard based product

o   Sesame and sesame based product

o   Anhydride sulfurous and sulfite

o   Lupin and lupin based product

นอกจากนี้มีสินค้าอาหารบางรายการที่อาจต้องมีการติดฉลากสินค้าบังคับอื่นเพิ่มเติม อาทิ สินค้าอาหารที่มีการยืดอายุการเก็บด้วยบรรจุภัณฑ์ที่มีก๊าซ (packaging gas)   สินค้าอาหารที่มีสารแต่งสี (Colorant) และ/หรือน้ำตาล Aspartame หรือโพลีออล (Polyols)   สินค้าอาหารที่มีกรด Glycyrrhizinic หรือเกลือแอมโมเนียม   เครื่องดื่มที่มีสารสกัดคาเฟอีนเข้มข้นสูง   สินค้าอาหารที่มีการเติมสาร Phytosterols, Phytosterols Esters, Phytostanol Esters และสินค้าเนื้อและประมงแช่แข็งที่ยังไม่ผ่านการแปรรูป

ส่วนสินค้าอาหารที่ไม่จำเป็นต้องติดฉลากโภชนาการ ได้แก่ ผลิตภัณฑ์แปรรูปที่มีส่วนผสมเฉพาะ (unique ingredient)   น้ำดื่มรวมถึงน้ำที่เติมก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ และ/หรือรสชาติ พืชหอมเครื่องเทศหรือส่วนผสมของเครื่องเทศ   เกลือหรือของแทนเกลือ   สีเติมแต่ง  สินค้าภายใต้กฎระเบียบของกาแฟ ชา และ chicories   น้ำหมัก (Vinaigrette)   สารแต่งรส   สารเติมแต่งอาหาร   เอนไซม์อาหาร       เจลาติน   ตัวทำวุ้น (Jellification)   ยีสต์   หมากฝรั่ง   ส่วนผสมอาหารที่บรรจุเสร็จ   ส่วนผสมอาหารที่ผลิตโดย Artisanal และจำหน่ายในปริมาณเล็กน้อยให้กับผู้บริโภคหรือผู้ค้าปลีกโดยตรง

ข้อมูลสำคัญที่ต้องปรากฏบนฉลากสินค้า ประกอบด้วย

(1)   เลขที่ขนส่ง (lot number)  

(2)    ชื่อและที่อยู่ของผู้นำเข้า ผู้บรรจุหีบห่อภายในประเทศหรือผู้ผลิตภายในประเทศ

(3)    ชนิดและชื่อหรือรหัสของสารเติมแต่งที่ใช้  

(4)    แหล่งกำเนิดสินค้า เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้บริโภคเกิดความสับสนกับสินค้าอื่น โดยควรแสดงให้เห็นสภาพทางกายภาพ หรือกระบวนที่สินค้าผ่านการแปรรูปมา

(5)    รายการส่วนผสมทั้งหมด เรียงตามสัดส่วนน้ำหนักจากมากไปหาน้อย ยกเว้นส่วนผสมที่มีปริมาณน้อยมาก เช่น สารแต่งรส   ทั้งนี้ สินค้าอาหารบางรายการไม่จำเป็นต้องแสดงส่วนผสมอาหาร ได้แก่ ผักผลไม้สด   น้ำดื่มอัดก๊าซ (Sparkling water)   น้ำหมักที่ผลิตจากวัตถุดิบชนิดเดียว   ชีส เนย นม ครีมที่เติมเพียง เอนไซม์และจุลินทรีย์เท่านั้น  และสารแต่งรส  

(6)    น้ำหนักสุทธิ หรือปริมาณสุทธิ ยกเว้นสินค้าอาหารที่มีน้ำหนักน้อยกว่า 5 กรัม หรือมีปริมาตรต่ำกว่า 5 มิลลิลิตร  และหากสินค้าอาหารนั้นมีน้ำรวมอยู่ จะต้องแสดงน้ำหนักสินค้าที่ไม่รวมน้ำ (net drained weight) ด้วย โดยหน่วยวัดที่บังคับใช้ในโมร็อกโกคือระบบเมตริก

(7)    วันที่ผลิตและวันหมดอายุของสินค้า โดยเขียนในรูปแบบของ dd/mm/yy

(8)    วิธีการเก็บรักษาสินค้า

(9)    ชื่อและที่อยู่ของผู้ผลิต ผู้บรรจุ หรือผู้นำเข้า

(10)  แหล่งผลิตสินค้า

(11)  วิธีการใช้หรือบริโภคสินค้า รวมทั้งข้อควรระวังในการบริโภค

(12)  ปริมาณแอลกอฮอล์สำหรับเครื่องดื่มที่มีปริมาณแอลกอฮอล์เกิน 1.2 %

 

                                    • กฎระเบียบว่าด้วยการบรรจุและบรรจุภัณฑ์ (Packaging and Container Regulations)

โมร็อกโกกำหนดให้สินค้าบางรายการที่จำหน่ายในประเทศต้องมีขนาดบรรจุตามที่กำหนดไว้ อาทิ

o   เนย สามารถจำหน่ายได้ในขนาด ตั้งแต่ 5 กรัม ถึง 25 กิโลกรัม

o   น้ำมันพืช สามารถจำหน่ายได้เฉพาะขนาด 0.05, 0.10, 0.25, 0.50, 0.75, 1.0, 1.5, 2.0, 2.5, 3.0, 3.5, 4.0, 4.5, 5.0, 5.5, 6.0, 7.0, 8.0, 9.0 และ 10.0 ลิตร เท่านั้น

o   น้ำมันมะกอก สามารถจำหน่ายได้เฉพาะขนาด 0.10, 0.25, 0.50, 1, 2, 3, 5, 10, 20 และ 25 ลิตร เท่านั้น

ไวน์และเครื่องดื่มแอลกอฮอล์: สำหรับไวน์ธรรมดาทั่วไป จำหน่ายได้เฉพาะขนาด 1 ลิตร ขวดแก้วหรือ 1.5 ลิตร ขวด PVC   ส่วนไวน์ที่มีอายุหรือไวน์ที่ผ่านการรับรองสามารถจำหน่ายได้เฉพาะขวดแก้วขนาด 75 cc, 37.5 cc, 72 cc และ 18 cc เท่านั้น   ขณะที่สุราจะจำหน่ายได้เฉพาะที่บรรจุในขวดแก้วและขวดโพลีเอทธิลีนเท่านั้น ในขนาด 5, 20, 25, 35, 37.5, 50, 70, 75, 100, 150 และ 200 เซนติลิตรAccord Libre-échange Complet et Approfondi (ALECA) หรือ Agadir Agreement เป็นความตกลงที่ครอบคลุมการค้า การลงทุน และการบริการ ระหว่างประเทศในแอฟริกาเหนือ 4 ประเทศ

                                • ขั้นตอนการนำสินค้าอาหารเข้ามาในราชอาณาจักรโมร็อกโก

หน่วยงานที่เกี่ยวข้องกับขั้นตอนการนำสินค้าเกษตรและอาหารเข้ามาในโมร็อกโก ได้แก่ กระทรวงเกษตร และกระทรวงการคลัง   ซึ่งกระทรวงเกษตรจำทำหน้าที่ตรวจสอบสินค้านำเข้า โดย ONSSA ขณะที่กระทรวงการคลังจะทำหน้าที่เกี่ยวกับพิธีศุลกากร โดยกรมศุลการ   ทั้งนี้ เอกสารสำคัญที่ต้องเตรียมสำหรับขั้นตอนการนำเข้าสินค้าเกษตรและอาหาร ประกอบด้วย (1) ใบตราส่งสินค้า (Bill of Lading) (2) หนังสือรับรองแหล่งกำเนิด (3) ใบกำกับสินค้า (Commercial Invoice) (4) ใบขนสินค้าขาเข้า (Customs Import Declaration) (5) ใบอนุญาตผ่านเข้าขออก (Gate Pass หรือ Bon de Sortie) (6) แบบฟอร์มลงทะเบียนนำเข้า (7) รายงานการตรวจสอบ (สำหรับสินค้าอาหารและอาหารสัตว์ จะต้องผ่านการตรวจโดย DCQ) และ (8) รายการบรรจุภัณฑ์ (Packing List)    อย่างไรก็ตาม แม้ว่าสินค้าเกษตรและอาหารส่วนใหญ่จะถูกตรวจสอบโดย ONSSA และ DCQ แต่หากสินค้านั้นเกี่ยวข้องกับการควบคุมอาหารหรือสุขภาพ อาจจำเป็นต้องมีเจ้าหน้าที่จากกระทรวงสาธารณสุขเข้ามาร่วมตรวจสอบด้วย    สำหรับขั้นตอนการตรวจสอบ (clearing process) โดยเจ้าหน้าที่ DCQ ประกอบด้วย 3 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การตรวจสอบเอกสารนำเข้า   การควบคุมสินค้าทางกายภาพ และการสุ่มตัวอย่างสินค้าเพื่อวิเคราะห์ในห้องปฏิบัติการ หากไม่พบสิ่งผิดปกติ จะทำการออกเอกสารรับรองให้แก่ผู้นำเข้าเพื่อนำไปแสดงต่อเจ้าหน้าที่ศุลกากร ณ จุดนำเข้าสินค้าต่อไป ซึ่งเจ้าหน้าที่ศุลกากรจะไม่อนุญาตให้นำสินค้าเข้าประเทศหากไม่มีเอกสารรับรองจากเจ้าหน้าที่ DCQ  

ทั้งนี้ เพื่อช่วยให้เจ้าหน้าที่ DCQ ปฏิบัติหน้าที่ได้รวดเร็วยิ่งขึ้น ผู้ประกอบการและผู้ส่งออกสินค้าอาหารชาวไทยอาจจัดเตรียมเอกสารเพิ่มเติม อาทิ ผลวิเคราะห์ทางห้องปฏิบัติการ เอกสารรับรองจากหน่วยงานรัฐบาล รายละเอียดต่าง ๆ เกี่ยวกับสินค้า  หรือจัดส่งตัวอย่างของสินค้ามายังสำนักงาน DQC เพื่อตรวจสอบล่วงหน้าก่อนทำการส่งสินค้ามาโมร็อกโก รวมถึงการใช้ภาษาฝรั่งเศสในเอกสารทุกฉบับเพื่อความสะดวกของเจ้าหน้าที่   ซึ่งโดยปกติขั้นตอนการตรวจสอบจะใช้ระยะเวลาประมาณ 1 สัปดาห์ แต่หากสินค้าอาหารนั้นจำเป็นต้องถูกส่งไปวิเคราะห์ที่ห้องปฏิบัติการ อาจจะต้องล่าช้าไปอีกประมาณ 8 วัน และผู้นำเข้าจะต้องเป็นผู้ชำระค่าใช้จ่ายในการตรวจวิเคราะห์นั้น โดยห้องปฏิบัติการที่นิยมให้ในการตรวจวิเคราะห์สินค้าอาหารและได้รับการรับรองจาก ONSSA ได้แก่

o   Laboratoire Officiel d’Analyse et de Recherches Chimiques-Casablanca

o   Laboratoire d’Analyse et de Recherches Vétérinaires, Casablanca

o   Laboratoire du Service du Contrôle et de la Multiplication des Semences et plants-Rabat

o   Laboratoire de Technologie des Céréales de l’INRA

o   Laboratoire de Technologie des Céréales de l’ONICL

o   Laboratoire de l’Institut Pasteur-Casablanca

o   Laboratoire d’Analyse et de Recherches Vétérinaires de Tanger

o   Laboratoire d’Analyse et de Recherches Vétérinaires d’Agadir

o   Laboratoire de l’Institut National d’Hygiène

 

          หากผลการตรวจวิเคราะห์จากห้องปฏิบัติการระบุว่าสินค้าอาหารที่นำเข้ามานั้นไม่สอดคล้องกับกฎระเบียบที่กำหนด ผู้นำเข้าจะได้รับแจ้งโดยผู้มีอำนาจจาก ONSSA และมีสิทธิที่จะยื่นอาจอุทธรณ์ภายใน 8 วัน หลังจากได้รับแจ้ง และอาจร้องขอให้มีการวิเคราะห์ครั้งที่สองได้   ทั้งนี้ โดยปกติผู้นำเข้าจะต้องจ่ายค่ามัดจำให้กับกระทรวงการคลัง หากผลการวิเคราะห์ครั้งที่สองยืนยันตามผลการวิเคราะห์ครั้งแรก พร้อมกับค่าธรรมเนียมอื่นเพิ่มเติม เช่น ค่าเก็บรักษาสินค้า ต้นทุนห้องปฏิบัติการ ค่าขนส่งตัวอย่าง   อย่างไรก็ตาม หากผลการวิเคราะห์ครั้งที่สองไม่ปรากฏหลักฐานที่ขัดต่อกฎระเบียบ ค่ามัดจำดังกล่าวจะถูกจ่ายคืนให้กับผู้นำเข้า   สำหรับสินค้าที่ผู้นำเข้าไม่อุทธรณ์ภายในระยะเวลาที่กำหนด หรือสินค้าที่ไม่ผ่านการตรวจวิเคราะห์ทั้งสองครั้งจะถูกส่งกลับออกนอกประเทศ โดยสำนักงาน DQC จะส่งใบรับรองสุขอนามัยไปยังกรมศุลกากรสำหรับการปฏิเสธการอนุญาตให้นำเข้าสินค้าเข้าราชอาณาจักร และดำเนินการส่งคืนสินค้ากลับต่อไป