Get Adobe Flash player

 สำหรับการวิจัยในครั้งนี้ จะทำการศึกษากลุ่มอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพในลำดับต้นๆ ที่ไทยมีโอกาสในการสร้างเครือข่ายการผลิตในโมร็อกโก โดยอุตสาหกรรมที่ได้จากการคัดเลือกขั้นต้นจากการใช้เมทริกซ์การเติบโตและส่วนแบ่งการตลาด (Growth-share matrixor BCG matrix) ของประเทศโมร็อกโก มีสินค้าที่มีศักยภาพในการสร้างเครือข่ายการผลิตในโมร็อกโก ที่พบว่ามีความโดดเด่นในการเข้าไปขยายเครือข่ายการผลิต คือ กลุ่มอุตสาหกรรมประมง เป็นอุตสาหกรรมสำคัญของโมร็อกโก ในการสร้างรายได้ให้กับประเทศมาอย่างต่อเนื่อง ปัจจุบันโมร็อกโกเป็นผู้ผลิตและส่งออกสินค้าประมง อันดับ 1 ในภูมิภาคแอฟริกา ด้วยมูลค่าการส่งออกในปี พ.ศ. 2556 อยู่ที่ 11.7 พันล้านเดอร์แฮม  คิดเป็นร้อยละ 58 ของมูลค่าการส่งออกอาหาร และร้อยละ 6.8 ของการส่งออกสินค้าทั้งหมด

เนื่องด้วยขีดความสามารถด้านการแข่งขัน การตลาด และการผลิต เมื่อเปรียบเทียบระหว่างไทยและโมร็อกโก จะพบว่ามีช่องว่างระหว่างอุตสาหกรรมที่จะสามารถพัฒนาให้เกิดการสร้างพันธมิตรทางการค้าโดยการสร้างเครือข่ายการผลิตในรูปแบบต่างๆ สรุปข้อมูลที่สนับสนุนการตัดสินใจได้ดังนี้

 

1.      จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรค อุตสาหกรรมประมงในโมร็อกโก

จากการวิเคราะห์จุดแข็ง จุดอ่อน โอกาสและอุปสรรคอุตสาหกรรมซาร์ดีนในโมร็อกโก สรุปได้ ดังนี้

          จุดแข็ง

1.       เป็นแหล่งผลิตวัตถุดิบซาร์ดีนคุณภาพดี

2.       มีโครงสร้างพื้นฐานรองรับอุตสาหกรรมประมง ได้แก่ ท่าเรือสินค้าประมงที่อากาดีร์ ที่สามารถกระจายเข้าสู่อุตสาหกรรมได้อย่างมีระบบ  

3.       มีหน่วยงานที่ดูแลระบบตรวจสอบ รับรองมาตรฐานที่รวดเร็ว ไม่ยุ่งยาก (หน่วยงาน OMSSA)

4.       ภาพลักษณ์สินค้าได้รับการยอมรับเป็นสินค้าพรีเมี่ยม

5.       มีช่องทางการกระจายสินค้าที่มีขนาดตลาดใหญ่ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา สหภาพยุโรป เป็นต้น

6.       เป็นผู้นำการส่งออกซาร์ดีนของโลก

 

จุดอ่อน

1.       ขาดการควบคุมปริมาณผลผลิตซาร์ดีนให้มีความสม่ำเสมอเพื่อเข้าสู่อุตสาหกรรม

2.       ขาดการพัฒนาสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง และขาดความเชี่ยวชาญในการแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่นๆ

3.       ขาดการพัฒนาเทคโนโลยีและนวัตกรรมในอุตสาหกรรมซาร์ดีน

 

โอกาส

1.       มีข้อตกลงทางการค้ากับประเทศคู่ค้ารายใหญ่ ได้แก่ สหรัฐอเมริกา และขยายข้อตกลงการเปิดเสรีทางการค้าร่วมกับสหภาพยุโรป

2.       ผลิตภัณฑ์ประมงเป็นสินค้าที่เข้าถึงผู้บริโภคได้ทุกกลุ่ม

3.       ตลาดใหม่ขยายตัว ได้แก่ แอฟริกา ตะวันออกกลาง และอาเซียน

4.       มีแนวทางการพัฒนาอุตสาหกรรมประมงรองรับ เรียกว่า “Halieutis” เพื่อเพิ่มรายได้ เพิ่มการส่งออก และกระตุ้นการบริโภคอาหารประมงในประเทศโมร็อกโก

 

อุปสรรค

1.       มีคู่แข่งรายใหม่เข้าสู่ตลาดมากขึ้น

2.       ปริมาณผลผลิตวัตถุดิบซาร์ดีนมีแนวโน้มลดลง

 

2.      เปรียบเทียบขีดความสามารถด้านการผลิตและการตลาดภาพรวมอุตสาหกรรมประมงของไทยและโมร็อกโก

อุตสาหกรรมประมงของไทยและโมร็อกโก มีความสำคัญต่อระบบเศรษฐกิจของทั้งสองประเทศ โดยเป็นอุตสาหกรรมหลักที่มีมูลค่าการส่งออกในลำดับต้นๆ ของกลุ่มอุตสาหกรรมอาหาร และด้วยศักยภาพที่แตกต่างกันของทั้ง 2 ประเทศ ในแต่ละด้านโดยพิจารณาขีดความสามารถในการแข่งขันจากตัวชี้วัดด้านการผลิต การแปรรูป คุณภาพมาตรฐาน การส่งออก นโยบายการค้าการลงทุนระหว่างประเทศ จะพบว่าไทยและโมร็อกโกมีช่องทางและโอกาสที่จะสร้างความร่วมมือโดยอาศัยจุดแข็งเติมเต็มจุดอ่อนของแต่ละประเทศในลักษณะของเครือข่ายการผลิตร่วมกันได้ในอนาคต โดยมีรายละเอียดการประเมินเพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแข่งขันของอุตสาหกรรมประมงของทั้งสองประเทศ ดังนี้

 

  

           การเปรียบเทียบความสามารถในการแข่งขันและปัจจัยที่มีผลต่อขีดความสามารถด้านการแข่งขันของอุตสาหกรรมประมงในภาพรวมระหว่างไทยและโมร็อกโก จะพบว่าโมร็อกโกมีปัจจัยเอื้อหลายประการต่ออุตสาหกรรมประมง ดังที่นำเสนอรายละเอียดในตาราง ส่วนประเทศไทยจะพบว่าอุตสาหกรรมประมงในภาพรวมเริ่มสูญเสียขีดความสามารถในการแข่งขันในด้านปัจจัยการผลิตและการตลาด ดังนั้น ไทยจึงมีโอกาสที่จะสร้างพันธมิตรเพื่อเชื่อมต่อด้านการผลิตและการตลาดร่วมกัน และเพื่อเป็นการลดอุปสรรคทางการค้า โดยใช้ปัจจัยสนับสนุนในโมร็อกโก ได้แก่

-          การใช้ประโยชน์ด้านวัตถุดิบประมงในโมร็อกโก ที่มีปริมาณมากและมีคุณภาพสูง เพื่อลดปัญหาขาดแคลนวัตถุดิบการผลิต และเพื่อเพิ่มช่องทางการขยายตลาดใหม่ เช่น ภูมิภาคแอฟริกา

-          ความได้เปรียบด้านการแข่งขันของโมร็อกโกในตลาดสหภาพยุโรป (ไทยประสบปัญหามาตรการ IUU Fishing ของสหภาพยุโรป)

-          จำนวนแรงงาน สามารถรองรับภาคอุตสาหกรรม  

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมประมงในโมร็อกโก ยังพบว่ามีส่วนเหลือใช้ที่สามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์มูลค่าเพิ่ม (High value fishery products) ได้อีก

 

3. แบบจำลองธุรกิจและกลยุทธ์การสร้างเครือข่ายการผลิตอุตสาหกรรมประมงระหว่างไทย-โมร็อกโก

จากการวิเคราะห์โอกาสการค้าและการลงทุนรายสินค้าในโมร็อกโก และการวิเคราะห์เปรียบเทียบความสามารถในการแข่งขันและปัจจัยที่มีผลต่อขีดความสามารถด้านการแข่งขันของอุตสาหกรรมประมงระหว่างไทยและโมร็อกโก ที่ได้จากการรวบรวมข้อมูลพื้นฐานจากเอกสารวิชาการ และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ประกอบการไทย การประชุมกลุ่มย่อย การสัมภาษณ์ผู้ประกอบการโมร็อกโกและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ทีมวิจัย พบว่า รูปแบบธุรกิจและกลยุทธ์เครือข่ายการผลิตระหว่างไทยและโมร็อกโกที่มีโอกาสและส่งผลต่อการพัฒนาอุตสาหกรรมประมงของไทย คือ การสร้างพันธมิตรทางการผลิต ในรูปแบบทำข้อตกลงกันระหว่างอุตสาหกรรม/กิจการของไทยในโมร็อกโก เพื่อการนำส่วนเหลือใช้ (waste/by products) มาเพิ่มมูลค่าเป็นน้ำมันปลา ในรูปของ Crude oil เพื่อกระจายเข้าสู่อุตสาหกรรมการสกัดน้ำมันปลา และ Distilled fish oil เพื่อกระจายเข้าสู่อุตสาหกรรมยา อาหารเสริม และเครื่องสำอางค์ รวมถึงผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทานอื่นๆ ที่สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภคในภูมิภาคใกล้เคียง เป็นต้น โดยมีรายละเอียดของแบบจำลองธุรกิจและกลยุทธ์การสร้างเครือข่ายการผลิตอุตสาหกรรมประมงระหว่างไทย-โมร็อกโก แสดงในหัวข้อต่อไป

                                                               i.      รูปแบบ/ลักษณะของธุรกิจประมงที่จะสร้างเครือข่าย (Mode of entry)

 

การสร้างพันธมิตรทางการผลิต (Production Strategic Alliance) มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างคุณค่าให้กับอุตสาหกรรมหรือกิจการ (Enterprise Valuation) ประมงของไทยมีโอกาสเพิ่มความสามารถในการทำกำไร (Profitability) ที่เกิดจากการร่วมทุน การนำไปสู่การลดต้นทุนวัตถุดิบ การเพิ่มคุณค่า/มูลค่าสินค้า (Value added) เพื่อเข้าสู่ตลาดเป้าหมายตลาดเดิม หรือการเข้าสู่ตลาดใหม่ตามเป้าหมายที่ทั้งสองฝ่ายกำหนดร่วมกัน ซึ่งรูปแบบการสร้างเครือข่ายดังกล่าว จะส่งผลให้อุตสาหกรรม/กิจการของไทยและโมร็อกโก นำไปสู่เป้าหมายที่สำคัญร่วมกัน ดังนี้

1)         เกิดความได้เปรียบทางการแข่งขันให้กับอุตสาหกรรม/กิจการทั้งสองฝ่าย เนื่องจากเกิดความร่วมมือกันด้านใดด้านหนึ่งที่แต่ละฝ่ายมีจุดแข็ง และนำมาทำข้อตกลงทางการค้าร่วมกันเพื่อให้สามารถขยายตลาดได้มากขึ้น และเพิ่มความเข้มแข็งในการป้องกันการเข้าสู่ตลาดของคู่แข่งขันจากประเทศอื่นๆ

2)         สร้างเครือข่ายการผลิต เพื่อให้ได้รูปแบบธุรกิจใหม่ทั้งสองฝ่าย เช่น ไทยมีความชำนาญในการผลิตสินค้าประมงมูลค่าเพิ่มสูง ในขณะที่โมร็อกโกมีวัตถุดิบประมงที่คุณภาพสูงและปริมาณเพียงพอเป็นต้น

การเลือกรูปแบบการค้าการลงทุนในลักษณะการสร้างพันธมิตรเชิงกลยุทธ์ เพื่อการสร้างเครือข่ายการผลิตในอุตสาหกรรมประมงในประเทศโมร็อกโกนั้น นักลงทุนจากประเทศไทยที่จะเข้าไปดำเนินธุรกิจในโมร็อกโกสามารถเลือกรูปแบบของการดำเนินธุรกิจได้หลากหลายรูปแบบทั้งบุคคลธรรมดาเป็นเจ้าของคนเดียว หรือบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไปตกลงทำธุรกิจร่วมกัน หรือเป็นนิติบุคคล ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับความต้องการของผู้ประกอบการและองค์ประกอบที่สำคัญของธุรกิจ เช่น ลักษณะของกิจการ เงินลงทุน และความรู้ ความสามารถในการดำเนินธุรกิจ เป็นต้น

         ผู้ประกอบการไทยที่จะไปลงทุนทำธุรกิจในโมร็อกโกสามารถเป็นเจ้าของกิจการ แต่เพียงผู้เดียว (Enterprise personality) มีความรับผิดชอบจำกัดในหนี้สินของบริษัทตามที่ระบุไว้ (Sociate Responsibility Limited Associate) และสามารถจดทะเบียนในรูปแบบ บริษัทจำกัด (Limited Company) และบริษัทจำกัดมหาชน (Public Limited Company) โดยบริษัทจำกัดจะต้องมีผู้ถือหุ้นอย่างน้อย 5 คนและมีเงินทุนขั้นต่ำ 300,000 MAD(ประมาณ 30,000 ดอลลาร์สหรัฐ) หรือ 3,000,000 MAD (ประมาณ 300,000 ดอลลาร์สหรัฐ) กรณีมีการซื้อขายแลกเปลี่ยนหุ้นในตลาดหลักทรัพย์ ทั้งนี้เมื่อมีการจดทะเบียนเป็นบริษัทจำกัดหรือบริษัทจำกัดมหาชนแล้ว  ผู้ถือหุ้นทุกคนจะต้องชำระค่าหุ้นครั้งแรก 25% ของเงินทุน ส่วนที่เหลืออีก 75% จะต้องชำระให้เสร็จสิ้นภายใน 3 ปี สำหรับความรับผิดของผู้ถือหุ้นจะถูกจำกัดตามปริมาณของการลงทุน โดยผู้ถือหุ้นใหญ่มีหน้าที่อนุมัติงบการเงินที่จะตัดสินใจว่าหากบริษัทมีกำไรจะจ่ายเงินปันผลให้กับผู้ถือหุ้นหรือเก็บไว้เพื่อขยายธุรกิจ รวมถึงการแต่งตั้ง/ถอดถอนกรรมการหรือสมาชิกที่กำกับดูแลกิจการ ซึ่งจะต้องมีการตรวจสอบบัญชีโดยผู้ตรวจสอบบัญชีตามกฎหมายและส่งรายงานให้กับสรรพากรอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง ส่วนกฎระเบียบและการบริหารงานโดยทั่วไปจะถูกพิจารณาในการประชุมประจำปีของผู้ถือหุ้น แต่หากเป็นการพิจารณาและตัดสินใจในสิ่งที่สำคัญเช่น การควบรวมกิจการหรือการเปลี่ยนแปลงกฎข้อบังคับสำคัญ จะต้องมีการจัดประชุมผู้ถือหุ้นเป็นกรณีพิเศษ โดยการตัดสินใจใดๆ จะต้องเป็นมติของที่ประชุมและยึดหลักเสียงข้างมากที่ 2 ใน 3 ของผู้ถือหุ้นทั้งหมด

           อย่างไรก็ตาม จากการศึกษาพบว่า รูปแบบการลงทุนทั้งบุคคลธรรมดาและนิติบุคคลควรทำในรูปแบบกิจการร่วมค้า (EN SOCIETE) หรือ Joint Venture กับนักธุรกิจในประเทศโมร็อกโก เป็นการร่วมธุรกิจของธุรกิจหรือบุคคลตั้งแต่ 2 คนขึ้นไประหว่างนักลงทุนชาวไทยและผู้ประกอบการชาวโมร็อกโก เป็นแนวทางทำสัญญาที่จะร่วมทุนในการผลิตสินค้าหรือบริการร่วมกัน โดยมีการกำหนดสัดส่วนของผู้ถือหุ้น สิทธิความเป็นเจ้าของ หน้าที่ความรับผิดชอบ การรับผิดชอบต่อความเสียหายและการแบ่งปันผลประโยชน์จากการดำเนินงานร่วมกัน

ข้อดีของรูปแบบการร่วมลงทุนกับบริษัทท้องถิ่น (Local Company)  คือ

·       สามารถติดต่อทำธุรกิจกับหน่วยงานภาครัฐและบริษัทท้องถิ่นได้ง่ายกว่ารูปแบบอื่น

·       มีรูปแบบกิจกรรมที่หลากหลายสามารถรองรับธุรกิจได้ทุกประเภท

·       หาสำนักงานหรือร้านค้าได้ในราคาไม่แพง ไม่มีข้อจำกัด ตรงกับความต้องการและศักยภาพของธุรกิจ

·       ไม่กำหนดทุนขั้นต่ำของบริษัทสามารถเปิดบัญชีธนาคารระหว่างประเทศได้ง่ายในนามบริษัทจำกัด

 

ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมประมงแปรรูปของไทยสามารถเข้าไปร่วมลงทุนกับผู้ประกอบการประมงแปรรูปของโมร็อกโกได้ 2 วิธีการ ได้แก่ 

    

ทีมวิจัยได้ทำการสัมภาษณ์บริษัท Conserveries Marocaines Doha ซึ่งเป็นผู้ผลิตปลากระป๋องในประเทศรายใหญ่ของโมร็อกโกที่ผลิตปลาซาร์ดีนกระป๋องเกรดพรีเมียมส่งไปจำหน่ายในประเทศสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรป ได้กล่าวไว้ว่า หากมีการเข้าไปร่วมลงทุนเพื่อผลิตสินค้าที่แตกต่างจากเดิมหรือสินค้ามูลค่าเพิ่มสูง (High value added) โดยใช้วัตถุดิบ และแรงงานที่ประเทศโมร็อกโกมีศักยภาพ จะก่อให้เกิดประโยชน์ร่วมกันในการเพิ่มมูลค่าให้กับอุตสาหกรรมประมงของไทยและโมร็อกโก นอกจากนี้ โมร็อกโกยังมีผู้ผลิตปลากระป๋องอีกไม่ต่ำกว่า 10 บริษัท ที่ผู้ประกอบการไทยจะสามารถเข้าไปร่วมลงทุนได้ ทั้งนี้ รัฐบาลโมร็อกโกให้ความสำคัญกับการจ้างงานในภาคอุตสาหกรรมมาก เนื่องจากปัจจุบันโมร็อกโกกำลังประสบปัญหาอัตราการว่างงานสูงติดอันดับโลก ดังนั้น หากมีการร่วมลงทุนแล้วสามารถก่อให้เกิดการจ้างงานที่เพิ่มขึ้น ย่อมได้รับการสนับสนุนจากรัฐบาลโมร็อกโกโดยมีสำนักงานส่งเสริมการลงทุนเป็นผู้ดูแล

การศึกษาในครั้งนี้ จะเลือกศึกษาการสร้างเครือข่ายการผลิตในอุตสาหกรรมน้ำมันปลาในโมร็อกโก โดยการนำผลิตผลพลอยได้จากการผลิตปลากระป๋อง ได้แก่ หัวและหางปลา, เศษหนังและเนื้อปลาเหลือทิ้ง มาทำการผลิตเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันปลา เพื่อจำหน่ายในประเทศโมร็อกโก และส่งออกไปยังตลาดสหภาพยุโรป และตลาดอื่นๆ ที่มีศักยภาพ รายละเอียดของรูปแบบการสร้างเครือข่ายฯ แสดงดังนี้    


  

 

4. ข้อควรคำนึงในการสร้างเครือข่ายการผลิตและการเข้าสู่ตลาดน้ำมันปลาในโมร็อกโก

 

          ผู้ประกอบการอุตสาหกรรมประมงแปรรูปของไทย หรือนักลงทุนที่ต้องการขยายธุรกิจในอุตสาหกรรมน้ำมันปลา ตามที่ได้กล่าวไว้ข้างต้น นั้น หากทำการผลิตในโมร็อกโก เพื่อจำหน่ายเข้าสู่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องและจำหน่ายไปยังผู้บริโภคโดยตรง สิ่งสำคัญที่จะต้องคำนึง คือ การวางแผนการตลาด และการผลิต เพื่อสอดคล้องกับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจหรือการตลาดน้ำมันปลา รวมทั้งการวางแผนการผลิตเพื่อให้สอดคล้องกับความต้องการของตลาดด้วยเช่นกัน โดยจากการรวบรวมข้อมูลจากเอกสารวิชาการ การรวบรวมแบบสอบถามผู้บริโภคในโมร็อกโก และการจัดประชุมกลุ่มย่อย 3 ครั้ง สามารถข้อควรคำนึงถึงการเข้าสู่ตลาดโมร็อกโก และข้อเสนอแนะในการสร้างเครือข่ายการผลิตฯ ได้ดังนี้