เยอรมนียกเลิกการใช้ผลิตภัณฑ์จากพลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง

กรกฎาคม 2564

เยอรมนีบังคับใช้กฎระเบียบว่าด้วยการยกเลิกการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single Use Plastic - SUP) ตั้งแต่วันที่ 3 กรกฎาคม 2564 เป็นต้นไป ข้อบังคับได้ระบุถึงการยกเลิกการใช้ผลิตภัณฑ์ SUP ประเภทที่มีผลิตภัณฑ์ทางเลือกอื่น ๆ ในตลาดที่สามารถใช้ทดแทนกันได้ ได้แก่ ช้อน ส้อม จาน หลอดพลาสติก ที่คนเครื่องดื่ม ก้านสำลี ก้านลูกโป่ง รวมถึงภาชนะบรรจุอาหารและเครื่องดื่มที่ทำมาจาก Styrofoam และผลิตภัณฑ์ที่ทำมาจากพลาสติกชีวภาพ นอกจากนี้ ยังกำหนดให้มีการแสดงฉลากหรือเครื่องหมายบน
บรรจุภัณฑ์ บนผลิตภัณฑ์พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้งประเภทที่ยังไม่มีผลิตภัณฑ์ทางเลือกอื่น ที่สามารถใช้ทดแทนกันได้ เช่น ผ้าเช็ดทำความสะอาดแบบเปียก ผลิตภัณฑ์เกี่ยวกับสุขอนามัย บุหรี่ที่มีตัวกรอง แก้วน้ำ เป็นต้น เพื่อสร้างจิตสำนึกให้ผู้บริโภครับทราบถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมที่เกิดขึ้นจากพลาสติก และแจ้งให้ทราบถึงวิธีจัดการขยะดังกล่าวอย่างเหมาะสม

ข้อมูลการประมาณการของสมาคมเทศบาลท้องถิ่นของเยอรมัน (VKU) ระบุว่า เยอรมนีมีปริมาณขยะบรรจุภัณฑ์พลาสติกประมาณ 3 ล้านตันต่อปี คิดเป็นสัดส่วนมากกว่าร้อยละ 20 ของขยะทั้งหมด และตามสถิติอย่างเป็นทางการ มีเพียงร้อยละ 48.8 ของขยะพลาสติกเหล่านี้ที่ถูกนำไปรีไซเคิล จากปัญหาดังกล่าวนี้ รัฐสภาเยอรมันจึงได้มีการลงมติเร่งดำเนินการวางแนวทางแก้ไขปัญหาอย่างจริงจังตั้งแต่เมื่อช่วงปี 2563 ที่ผ่านมา

โดยในปัจจุบันเยอรมนีนอกจากจะบังคับใช้กฎหมายระงับการใช้และจำหน่ายผลิตภัณฑ์พลาสติก ประเภทใช้ครั้งเดียวบางชนิดแล้ว ยังบังคับใช้กฎระเบียบว่าด้วยการเก็บภาษีขยะบรรจุภัณฑ์พลาสติกที่รีไซเคิล ไม่ได้อีกด้วย ทั้งนี้ นาง Svenja Schulze รัฐมนตรีว่าการกระทรวงฯ กล่าวว่า “ผลิตภัณฑ์พลาสติกแบบใช้แล้วทิ้งจำนวนมากก่อให้เกิดปัญหาการใช้ทรัพยากรไปอย่างฟุ่มเฟือยโดยใช่เหตุ พลาสติกส่วนใหญ่มักตกค้างอยู่ในสิ่งแวดล้อมหรือในมหาสมุทร เรากำลังดำเนินการขั้นตอนสำคัญระดับชาติในการต่อสู้กับปัญหาพลาสติก” คำกล่าวดังกล่าว แสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นของเยอรมนีที่จะลดปัญหาสิ่งแวดล้อมอันเป็นผลพวงจากการใช้ ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบจากพลาสติก เพื่อเป็นแนวทางสำหรับการแก้ไขปัญหาพลาสติกล้นที่ปริมาณขยะ พลาสติกเฉพาะในยุโรปเพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 13 ในช่วงทศวรรษที่ผ่านมา นอกจากนี้ นาง Schulze ยังได้วางแผนที่จะเจรจากับภาคธุรกิจที่เกี่ยวข้อง ให้รับทราบถึงข้อตกลงที่ทางภาคธุรกิจต้องมีส่วนร่วมในค่าใช้จ่ายในการกำจัดผลิตภัณฑ์ของตน หากผลิตภัณฑ์เหล่านี้กลายเป็นขยะในสวนสาธารณะ บนทางเท้า หรือชายหาดซึ่งข้อบังคับนี้จะเป็นประโยชน์ต่อการจัดการกับปัญหาขยะจากผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ อย่าง ถ้วยกาแฟแบบใช้แล้วทิ้ง และบุหรี่ เป็นต้น

นอกจากนี้ จากการรายงานของสำนักข่าว Deutsche Welle ของเยอรมนี ชี้ให้เห็นว่า ปัจจุบันมีปริมาณของผลิตภัณฑ์พลาสติกที่หลงเหลือจำนวนมากถูกทิ้งให้กลายเป็นขยะในสิ่งแวดล้อม คิดเป็นจำนวนกว่าร้อยละ 70 ของเศษขยะในทะเลทั้งหมดในยุโรป ปริมาณของขยะจากพลาสติกจำนวนมากที่มีอายุการใช้งานจำกัดและไม่สามารถนำกลับมาใช้ซ้ำนำไปสู่ปัญหาขยะพลาสติกล้น ส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชนโดยรวม สหภาพยุโรปได้แสดงออกถึงความกังวลเกี่ยวกับจำนวนขยะพลาสติกที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเป็นผลมาจากวิกฤตโควิดที่ส่งผลให้มีการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติกที่ใช้ในการแพทย์เพิ่มขึ้น เช่น หน้ากากอนามัย ถุงมือ และชุดป้องกันส่วนบุคคล จากความจำเป็นในการใช้อุปกรณ์ป้องกันทางการแพทย์ส่งผลให้ยุโรปต้องเผชิญกับปริมาณขยะที่เพิ่มขึ้น ตามรายงานของ European Environment Agency (EEA) ตัวเลขของขยะที่เพิ่มสูงประมาณกว่า 170,000 ตัน เพียงในช่วง 6 เดือนแรกของการแพร่ระบาดนี้ เป็นเพียงปริมาณขยะที่เป็นมาจากความจำเป็นในการใช้หน้ากากอนามัยเพียงเท่านั้น ซึ่งวัสดุเหล่านี้ได้กลายเป็นของเสียในสิ่งแวดล้อมที่ส่งผลกระทบในวงกว้างต่อระบบนิเวศทั้งบนบกและทางทะเล แต่อย่างไรก็ตาม ผลิตภัณฑ์ในกลุ่มนี้ยังไม่ได้ถูกระบุรวมเข้าไปในกฎข้อบังคับของ Single-Use Plastic Directive คำจำกัดความของผลิตภัณฑ์จากพลาสติกประเภทใช้ครั้งเดียวทิ้ง (Single-use Plastic) นั้นไม่ได้ระบุรวมถึงอุปกรณ์ที่ใช้ในทางการแพทย์

การที่ประเทศในสหภาพยุโรปประกาศระงับการใช้ผลิตภัณฑ์พลาสติก เป็นปัจจัยนำไปสู่การพัฒนานวัตกรรมการผลิตผลิตภัณฑ์ภาชนะทดแทนจากวัสดุธรรมชาติ หรือ eco-packaging ส่งผลให้ผลิตภัณฑ์จากวัสดุโพลีเมอร์ธรรมชาติที่ไม่ได้รับการดัดแปลงทางเคมี ได้รับการยกเว้นจากมาตรการดังกล่าว กล่าวคือกลุ่มผลิตภัณฑ์จากวัสดุยั่งยืนนี้อาจขยับขึ้นมาเป็นอีกหนึ่งทางเลือกในการปรับใช้มาตรการ Single-UsePlastic Directive เนื่องจากไบโอโพลีเมอร์จากธรรมชาตินั้นมีส่วนประกอบหลักเป็นเซลลูโลสที่มีความแข็งแรงและสามารถย่อยสลายได้ และสามารถกำจัดได้อย่างง่ายดายเหมือนขยะอินทรีย์ทั่วไป

Related Articles

ศรีลังกาส่งออกชารุ่ง

สิงหาคม 2562

ศรีลังกาส่งชาในช่วงครึ่งแรกของปี 2562 มูลค่า 121.8 พันล้านรูปี (682 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) เพิ่มขึ้น 7% จากช่วงปี 2561 

ผู้ผลิตกลุ่มนม/เนยในเช็กต้องเปลี่ยนชื่อสินค้า ไม่ใช้คำว่าเกี่ยวกับ Dairy Products

พฤศจิกายน 2563

ตามข้อบังคับ/กฎระเบียบของสหภาพยุโรปที่เกี่ยวข้องกับผลิตภัณฑ์นม เมื่อปี พ.ศ. 2560 สหภาพยุโรปกำหนดให้ผลิตภัณฑ์ที่ได้จากน้ำนมของสัตว์เท่านั้นที่จะให้ใช้ช...