ตลาดไอศกรีมในประเทศไทย

มิถุนายน 2558

ตลาดไอศกรีมในประเทศไทยสภาพอากาศในเมืองไทยนับวันจะยิ่งทวีความร้อนและมีระยะเวลายาวนานขึ้น จนดูเหมือนว่าเมืองไทยจะมีอากาศร้อนตลอดทั้งปี ส่งผลให้ธุรกิจอาหารเพื่อคลายร้อนมีแนวโน้มเติบโตตามไปด้วย และหนึ่งในธุรกิจดังกล่าว คือ “ไอศกรีม” โดยมูลค่าตลาดไอศกรีมในประเทศไทย ช่วง 5 ปีที่ผ่านมาเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 8.1 ต่อปี จากมูลค่า 12,000 ล้านบาท เมื่อปี 2553 เพิ่มขึ้นเป็น 16,500 ล้านบาท ในปี 2557 สำหรับปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของตลาด คือ คุณสมบัติของไอศกรีมเองที่มีความหวาน เย็น ให้ความอร่อยและสดชื่น เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย

 

อย่างไรก็ตาม อัตราการบริโภคไอศกรีมของคนไทยยังอยู่ในระดับต่ำเพียง 1.7 ลิตรต่อคนต่อปี เท่านั้น เมื่อเปรียบเทียบกับประเทศที่มีการบริโภคมากในอันดับต้นๆ ของโลกอย่างสหรัฐอเมริกา ที่มีอัตราการบริโภค 26.0 ลิตรต่อคนต่อปี นิวซีแลนด์ 23.0 ลิตรต่อคนต่อปี หรือแม้แต่ประเทศเพื่อนบ้านอย่างสิงคโปร์ ที่มีอัตราบริโภคเฉลี่ย 2.4ลิตรต่อคนต่อปี สะท้อนให้เห็นถึงโอกาสทางการตลาดที่สามารถเติบโตได้อีกมาก ตลาดไอศกรีมจึงดึงดูดความสนใจของนักลงทุนทั้งในและต่างชาติดังจะเห็นได้จาก การกลับเข้ามาทำตลาดในประเทศอีกครั้งของ “บาสกิ้น รอบบิ้นส์” เมื่อปี 2555 รวมถึงการเข้ามาของผู้ประกอบการไทยในรูปแบบไอศกรีมโฮมเมด (Home Made Ice cream) ที่เน้นการคัดสรรวัตถุดิบ มีสูตรและรสชาติเฉพาะแบรนด์รวมถึงไอศกรีมเจลาโต้ (Gelato Ice cream) ไอศกรีมอิตาเลี่ยนเนื้อเนียนแน่น ไขมันต่ำทำให้ตลาดไอศกรีมในประเทศไทยคึกคักและมีความหลากหลายมากขึ้น

ผลิตภัณฑ์

ตลาดผลิตภัณฑ์ไอศกรีมในประเทศอาจแบ่งได้ตามประเภทวัตถุดิบ ได้แก่
- ไอศกรีมนม หมายถึง ไอศกรีมที่ทำจากน้ำนมหรือผลิตภัณฑ์ที่ได้จากนม (dairy product) และเพื่อเป็นการสร้างความหลากหลาย จึงมีการเติมน้ าผลไม้ ผลไม้ ถั่ว ช็อกโกแลต สารให้ความหวาน หรือวัตถุอื่นที่เป็นอาหาร เป็นส่วนผสมอยู่ด้วย
- ไอศกรีมดัดแปลง หมายถึง ไอศกรีมที่ผลิตโดยใช้ไขมันชนิดอื่น เช่น น้ำมันปาล์ม น้ำมันมะพร้าวหรือกะทิ แทนมันเนย (milk fat) บางส่วนหรือทั้งหมด และมีลักษณะคล้ายกับไอศกรีมนม คือ มักจะมีส่วนผสมของน้ำผลไม้ ผลไม้ หรือวัตถุอื่นๆที่เป็นอาหาร เพื่อสร้างความหลากหลายให้กับผลิตภัณฑ์ผสมอยู่ด้วย
- ไอศกรีมหวานเย็น หมายถึง ไอศกรีมที่ไม่มีส่วนผสมของนม ภาษาอังกฤษเรียกว่า water ice ทำจาก น้ำ น้ำตาล น้ำผลไม้ ผลไม้ และอาจใส่วัตถุแต่งกลิ่น รส และสีด้วยก็ได้

ราคา
ไอศกรีมที่จำหน่ายในท้องตลาดนั้น มีระดับราคาแตกต่างกันมากตั้งแต่ไม่กี่บาทไปจนถึงร้อยกว่าบาท ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับวัตถุดิบ คุณภาพ และหากพิจารณาราคาเฉลี่ยของผลิตภัณฑ์ไอศกรีม พบว่า มีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้นตามต้นทุนการผลิต ทั้งค่าวัตถุดิบ พลังงาน และค่าจ้างแรงงาน ประกอบกับแนวโน้มผู้ประกอบการที่หันมาพัฒนาผลิตภัณฑ์ premium ออกสู่ตลาดมากขึ้น ส่งผลให้ราคาขายปลีกสูงขึ้นตามไปด้วย

หากพิจารณาราคาขายปลีกตามผลิตภัณฑ์ สามารถแบ่งตลาดไอศกรีมออกเป็น 3 ระดับ ได้แก่
- ตลาดไอศกรีมทั่วไป (Low to Medium / Standard) ผลิตภัณฑ์ไอศกรีมที่ราคาไม่แพง สามารถหาซื้อได้ทั่วไปตามร้านสะดวกซื้อ ร้านขายของชำ หรือรถขายไอศกรีม แต่เดิมตลาดนี้มีผู้ประกอบการเป็นจำนวนมาก แต่เมื่อกลุ่มทุนข้ามชาติยักษ์ใหญ่เข้ามาทำตลาดในประเทศไทย และมีการแข่งขันกันอย่างรุนแรง ทำให้กลุ่มทุนรายย่อยในท้องถิ่นไม่สามารถแข่งขัน ได้จำเป็นต้องออกจากตลาดไปไม่น้อยปัจจุบันตลาดไอศกรีมทั่วไป มีมูลค่าประมาณ 9,500 ล้านบาท หรือคิดเป็นร้อยละ 57 ของมูลค่าตลาดรวม โดยกลุ่มผู้นำตลาดที่เป็นรายใหญ่มีเพียง 3 ราย ได้แก่ “วอลล์” ของ บริษัท ยูนิลีเวอร์ (ประเทศไทย) จำกัด เน้นสินค้าที่ราคาไม่สูง มีความหลากหลายของผลิตภัณฑ์และช่องทางจำหน่าย ครองส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 60 “เนสท์เล่” ของ บริษัท เนสท์เล่ ประเทศไทย จำกัด ครองส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 15 และ “แมกโนเลีย” ของ บริษัท เอฟ แอนด์ เอ็น ยูไนเต็ด จำกัด ครองส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 9
- ตลาด Premium เป็นตลาดไอศกรีมคุณภาพสูง การแข่งขันในตลาดนี้เป็นไปอย่างรุนแรง มีมูลค่าตลาดประมาณ 6,000 ล้านบาท และเป็นตลาดที่มีการเติบโตสูงสุด โดยในปี 2557 ที่ผ่านมาตลาดไอศกรีมพรีเมียมเติบโตร้อยละ 13 ขณะที่ตลาดรวมหดตัวร้อยละ 0.2 ผู้น าตลาด คือ “สเวนเซนส์” ครองส่วนแบ่งตลาดประมาณร้อยละ 70 นอกจากนี้ยังมี “บาสกิ้น รอบบิ้นส์” และ “บัดส์” ซึ่งล้วนแล้วแต่เป็นแบรนด์จากต่างประเทศ นอกจากนี้ยังมีผู้เล่นที่เป็นผู้ประกอบการไทยที่วางต าแหน่งผลิตภัณฑ์ในตลาดนี้ได้แก่ “ไอเบอร์รี” “อืมมิลล์” และ “เจลาเต้” เป็นต้น
- ตลาด Super Premium เป็นไอศกรีมที่มีราคาสูงที่สุดในตลาด มีสัดส่วนร้อยละ 6 หรือมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท ผู้ประกอบการรายในตลาดเพียงไม่กี่ราย เช่น “ฮาเก้นดาส” “โคลสโตน” และ“ครีมแอนด์ฟัจด์”

download PDF

Related Articles

ธุรกิจอาหารเดลิเวอรี่ในประเทศไทย

ในยุคสมัยที่อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นทำให้โลกเราในปัจจุบันกลายเป็น “โลกออนไลน์” หรืออาจกล่าวได้ว่า อินเทอร์เน็ตถูกนำมาสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้มากมาย ขณะเดียวกันก็ได้รับ การตอบรับจากผู้คนทั่วไปอย่างรวดเร็วด้วยเหตุผลในด้านความสะดวกและรวดเร็ว สำหรับประเทศไทยนั้นพบว่า ปี 2561 ที่ผ่านมาคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยวันละ 10 ชั่วโมง 5 นาที เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 3 ชั่วโมง 30 นาที โดยกิจกรรมการใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ตยอดนิยมของชาวไทย 5 อันดับแรก คือ การใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ร้อยละ 96.3 การรับ-ส่งอีเมล ร้อยละ 74.2 การค้นหาข้อมูล ร้อยละ 70.8 การดูโทรทัศน์ คลิปวิดีโอ ฟังเพลงออนไลน์ ร้อยละ 60.7 และการซื้อสินค้าออนไลน์ ร้อยละ 51.3 ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังพบว่าคนไทยเปลี่ยนผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ ไปสู่ระบบออนไลน์มากขึ้น เช่น การจองโรงแรมที่พัก การซื้อตั๋วโดยสาร การชำระสินค้าและบริการ รวมถึงบริการสั่งอาหาร โดยคนไทยใช้บริการสั่งอาหารผ่านระบบออนไลน์ ร้อยละ 69.1 เทียบกับออฟไลน์ ร้อยละ 30.9 เปรียบเทียบกับปี 2560 ที่สัดส่วนอยู่ที่การสั่งออนไลน์ ร้อยละ 52.5 เทียบกับออฟไลน์ ร้อยละ 47.5 แสดงให้เห็นถึงความนิยมในอาหารเดลิเวอรี่ที่เพิ่มขึ้น

Read more

เครื่องดื่มกาแฟในประเทศไทย

กาแฟเป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย โดยปัจจุบันสายพันธุ์กาแฟที่ดื่มกันทั่วไป มีอยู่ 2 สายพันธุ์หลัก ได้แก่ อาราบิก้า (Arabica) และโรบัสต้า (Robusta) ซึ่งความนิยมดื่มเครื่องดื่มกาแฟของคนไทยมีทิศทางการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามการขยายตัวของธุรกิจร้านกาแฟภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟอิสระ และร้านกาแฟเครือสาขา ทั้งแบรนด์ต่างประเทศ และแบรนด์ท้องถิ่น โดยในปี 2561 ประเทศไทยมีจำนวนร้านกาแฟรวม 8,025 แห่ง มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย ร้อยละ 6.2 ต่อปี ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2557-2561) นอกจากนี้ความเร่งรีบในการใช้ชีวิตของชาวไทยก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้เครื่องดื่มกาแฟเป็นที่ต้องการดื่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกาแฟปรุงสำเร็จพร้อมดื่ม หรือ Ready-to-Drink (RTD) ซึ่งปัจจุบันบรรดาผู้ผลิตทั้งหลายต่างพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งในแง่ของรสชาติ และบรรจุภัณฑ์ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยที่มีรสนิยมการดื่มและรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันไป

Read more

น้ำผักผลไม้พร้อมดื่มในประเทศไทย

ในอดีตที่ผ่านมาน้ำผักผลไม้ถูกมองว่าเป็นตัวเลือกหนึ่งของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในตลาดไทย อย่างไรก็ตาม มุมมองดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปในยุคปัจจุบัน ภายหลังการนำเสนอข้อมูลข่าวสารและงานวิจัยต่าง ๆ มากมายที่แสดงให้เห็นว่าน้ำผักผลไม้บางประเภทอาจมีปริมาณน้ำตาลเจือปนอยู่ในระดับสูงเทียบเท่ากับเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์บางชนิด หรืออาจจะสูงกว่าด้วยซ้ำ และนี่จึงเป็นที่มาของการออกมาตรการจัดเก็บภาษีความหวานของรัฐบาล เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2560 เพื่อให้ผู้ผลิตปรับสูตรเครื่องดื่มให้มีส่วนผสมของน้ำตาลน้อยลง ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการปรัเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคให้ดื่มเครื่องดื่มที่มีความหวานลดลงด้วยเช่นกัน

Read more