Upcycle Food อาหารรักษ์โลก

สิงหาคม 2564

FAO ประเมินว่าในทุกปีจะมีอาหารอย่างน้อย 1.3 พันล้านตัน หรือประมาณ 30% ของอาหารที่ผลิตได้ทั้งหมดทั่วโลกสูญเสียไปโดยไม่ได้บริโภค กลายเป็นขยะอาหาร ขยะอาหารเป็นปัญหาที่เกิดขึ้นตลอดห่วงโซ่อุปทานอาหาร เมื่ออาหารเน่าเปื่อย มันจะปล่อยก๊าซมีเทน ซึ่งเป็นก๊าซที่อันตรายกว่า CO2 ถึง 20 เท่า และ เศษอาหารมีส่วนต่อการผลิตก๊าซเรือนกระจก 70 พันล้านตัน หรือ 8% ของการปล่อยโดยมนุษย์ทั่วโลกต่อปี จึงสมเหตุสมผลที่เราจะช่วยกันป้องกันไม่ให้อาหารที่ดีเน่าเสียไปโดยไม่ได้บริโภค แนวทางแก้ไขที่มีแนวโน้มว่าจะสามารถลดปัญหาเศษอาหารเหลือทิ้งในระยะต่างๆ ของห่วงโซ่อุปทานอาหารได้ คือ การอัพไซเคิล (Upcycle)

ตามรายงานดัชนีขยะอาหารของ UN Environment Programme (UNEP) ปี 2564 พบว่า ประมาณ 17% ของการผลิตอาหารทั่วโลกอาจสูญเปล่า  โดยขยะอาหาร 61% มาจากครัวเรือน 26% มาจากธุรกิจบริการอาหาร และอีก 13% มาจากร้านค้าปลีก  ประมาณการว่าการสูญเสียอาหารและขยะอาหารมีมูลค่าทางเศรษฐกิจ 936 พันล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อปี โดยรวมแล้วการเกิดขยะอาหารในระบบอาหารสร้าง
ความเสียหายให้กับสังคม 12 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ เกิดต้นทุนด้านสุขภาพ เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม

 

ซึ่งมากกว่ามูลค่าตลาดของระบบอาหารถึง 20% ขณะที่ทั่วโลกยังมีประชากรอีกถึง 690 ล้านคนที่ยังหิวโหย การลดความสูญเสียอาหาร (food loss) และลดขยะอาหาร (food waste) จะส่งผลดีต่อสังคม เศรษฐกิจ และสิ่งแวดล้อม  เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนของสหประชาชาติจึงตั้งเป้าที่จะลดขยะอาหารลงครึ่งหนึ่งภายในปี 2030

download PDF

Related Articles

ตลาดขนมขบเคี้ยวในประเทศไทย

ในปี 2563 ที่ผ่านมาตลาดขนมขบเคี้ยวในประเทศไทยมูลค่า 48,990.2 ล้านบาท ซึ่งมีมูลค่าเพิ่มขึ้นร้อยละ5.63 จากปีก่อนหน้า ตลาดขนมขบเคี้ยวมีศักยภาพและเติบโตพร้อมกับกลุ่มผู้บริโภคที่มีความต้องการเพิ่มขึ้นและในช่วงสถานการณ์โควิด-19 ทำให้กลุ่มผู้บริโภคมีความสนใจผลิตภัณฑ์ที่มีความแตกต่างแปลกใหม่โดยเฉพาะผลิตภัณฑ์ทางด้านสุขภาพ ผลิตภัณฑ์ที่ใช้วิธีการแปรรูปที่ดีต่อสุขภาพ เช่น การอบ การใช้สารปรุงแต่งรส
สีสังเคราะห์ และการใช้ส่วนผสมจากธรรมชาติหรือออร์แกนิกก็ได้รับความนิยมเช่นกัน

Read more

อาหารพร้อมรับประทานในประเทศไทย

ตลาดอาหารพร้อมรับประทานในปี 2563 มีมูลค่า 21,507 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 14,673 ล้านบาทเมื่อ ปี 2559 คิดเป็นอัตราขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 10.0 ต่อปี โดยมีปัจจัยสนับสนุนที่สำคัญคือ การขยายตัวของสังคมเมืองซึ่งมีรูปแบบการดำเนินชีวิตที่เร่งรีบ ต้องการความรวดเร็วและสะดวกสบาย ประกอบกับครอบครัวมีขนาดเล็กลงและ มีแนวโน้มที่จะอยู่คนเดียวกันมากขึ้น จึงไม่ให้ความสำคัญต่อการทำอาหารรับประทานเองที่บ้าน ขณะที่อาหาร พร้อมรับประทานมีหลากหลายมากขึ้น สนองต่อความต้องการของผู้บริโภคทั้งในแง่ของความสะดวกและประโยชน์ต่อสุขภาพ เช่น ปราศจากผงชูรส วัตถุกันเสีย และมีส่วนผสมจากธรรมชาติ เป็นต้น นอกจากนี้ ยังมีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม เช่น อาหารเจ อาหารฮาลาล อาหารสำหรับผู้สูงอายุ เป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ช่วยส่งเสริมให้ตลาดอาหารพร้อมรับประทานเติบโตอย่างต่อเนื่อง อย่างไรก็ตาม การที่ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวส่งผลกระทบโดยตรงต่อกำลังซื้อของผู้บริโภค และการแพร่ระบาดของโควิด-19 ทำให้ผู้บริโภคส่วนหนึ่งหันมาทำอาหารรับประทานเองที่บ้านเพิ่มขึ้น นับเป็นความท้าทายของผู้ประกอบการในธุรกิจอาหารพร้อมรับประทาน โดยเฉพาะปี 2564 นี้ที่การแพร่ระบาดมีความรุนแรงมากกว่าปีที่ผ่านมา

Read more

ธุรกิจน้ำมันพืชในประเทศไทย

บทนำ
ปี 2563 ตลาดน้ำมันพืชในประเทศไทยมีมูลค่า 24,584 ล้านบาท สามารถเติบโตจากปีก่อนหน้าร้อยละ 10.9 ท่ามกลางการระบาดของ COVID 19 ทั้งนี้เนื่องจากมาตรการล็อคดาวน์เพื่อป้องกันการแพร่ระบาดส่งผลให้ผู้คน ส่วนใหญ่ใช้เวลาอยู่บ้านนานขึ้นและหันมาทำอาหารรับประทานเองในบ้านมากขึ้น ส่งผลให้ความต้องการบริโภคน้ำมันพืชในครัวเรือนเพิ่มสูงขึ้นด้วย และหากพิจารณารายผลิตภัณฑ์ พบว่า น้ำมันปาล์มที่เหมาะสำหรับอาหารทอด ซึ่งเป็นอาหารยอดนิยมโดยเฉพาะเด็กและวันรุ่นเติบโตจากปีก่อนร้อยละ 10.1 หรือน้ำมันถั่วเหลืองและน้ำมันทานตะวันซึ่งถือเป็นน้ำมันพืชเพื่อสุขภาพ ก็เติบโตร้อยละ 13.8 และ 13.7 ตามลำดับ จากปัจจัยสนับสนุนที่ผู้คนยุคปัจจุบันให้ความสำคัญต่อการเลือกบริโภคผลิตภัณฑ์เพื่อสุขภาพมากขึ้น

Read more