ผลิตภัณฑ์นมอื่นๆ (Other Dairy Product) ในประเทศไทย

พฤศจิกายน 2563

“ผลิตภัณฑ์นมอื่นๆ” (Other Dairy Product) ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์เนย (Butter) และเนยแข็งหรือที่นิยมเรียกว่าชีส (Cheese) โดยผลิตภัณฑ์เนยมักถูกใช้เป็นส่วนประกอบในขนมหวานและเบเกอรี่ จึงอาจกล่าวได้ว่าแนวโน้มการเติบโตของตลาดเนยขึ้นอยู่กับตลาดขนมหวานและเบเกอรี่ โดยในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ตลาดเบเกอรี่ฯ ในประเทศมีการเติบโตอย่างต่อเนื่อง มีร้านเบเกอรี่ใหม่ๆ เกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะเบเกอรี่โฮมเมดซึ่งมักเลือกใช้วัตถุดิบคุณภาพสูงเพื่อสนองความต้องการของผู้บริโภคกลุ่มบน ส่งผลให้ความต้องการผลิตภัณฑ์เนยเพิ่มสูงขึ้นไปด้วย

          สำหรับผลิตภัณฑ์เนยแข็งสามารถใช้เป็นส่วนประกอบทั้งอาหารคาว อาหารหวาน และเครื่องดื่ม และในปัจจุบันเนยแข็งถูกนำมาดัดแปลงเป็นเมนูแปลกใหม่เป็นจำนวนมาก ทั้งนี้ส่วนหนึ่งได้รับอิทธิพลจากกระแสเกาหลีและญี่ปุ่น ที่นิยมรับประทานเนยแข็งเพื่อเสริมรสชาติอาหารเดิมๆ ให้อร่อยมากยิ่งขึ้น และมีความเชื่อว่าเนยแข็งที่อยู่ในอาหารนั้นสามารถทดแทนโปรตีนและคาร์โบไฮเดรตที่ต้องการในแต่ละวันได้ ประกอบกับการกล้าลองของแปลกใหม่ของผู้บริโภคกลุ่มเจนเนเรชั่นมิลเลเนียมทำให้ความนิยมเนยแข็งในประเทศเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

          ปี 2562 ตลาดผลิตภัณฑ์นมอื่นๆ มีมูลค่า 3,458 ล้านบาท ขยายตัวจากปีก่อนหน้าร้อยละ 5.5 ประกอบด้วยผลิตภัณฑ์เนย 1,392 ล้านบาท และผลิตภัณฑ์เนยแข็ง 2,066 ล้านบาท คิดเป็นสัดส่วนร้อยละ 40.3 และร้อยละ 59.7 ตามลำดับ อย่างไรก็ตาม พบว่าตลาดผลิตภัณฑ์นมอื่นๆ ในประเทศไทยยังเป็นตลาดไม่ใหญ่มากนักและจำกัดอยู่ในผู้บริโภคเฉพาะกลุ่ม เนื่องจากอาหารไทยไม่มีส่วนผสมของเนยและเนยแข็ง ผู้บริโภคส่วนใหญ่ไม่คุ้นเคยกับการใช้เนยและเนยแข็งในการประกอบอาหาร ประกอบกับเป็นสินค้ามีราคาแพง จึงเป็นความท้าทายของผู้ประกอบการในการกระตุ้นตลาดผลิตภัณฑ์นมอื่นๆ ให้มีการบริโภคเพิ่มขึ้นได้

download PDF

Related Articles

ธุรกิจเครื่องปรุงรสในประเทศไทย

อาหารไทยมักมีรสชาติเข้มข้นและหลายรสชาติในจานเดียวกัน จำต้องใช้เครื่องปรุงรสหลากชนิดเพื่อให้อาหารไทยมีรสชาติกลมกล่อมเฉพาะตัว รวมถึงการรับเอาวัฒนธรรมอาหารจากต่างประเทศเข้ามา ทำให้เครื่องปรุงรสมีมากชนิดยิ่งขึ้น ในบทความนี้จะเลือกกล่าวเฉพาะเครื่องปรุงรสอาหารไทยที่ผู้บริโภคมักจะมีติดครัวไว้อย่างน้ำปลา ซอสถั่วเหลือง ซอสหอยนางรม ผงชูรส ผงปรุงรส ซอสมะเขือเทศ ซอสพริก และเครื่องปรุงรสสำเร็จรูป

Read more

ธุรกิจกาแฟในประเทศไทย

กาแฟเป็นเครื่องดื่มยอดนิยมชนิดหนึ่งในสังคมไทย ดังจะเห็นได้จากการเป็นเครื่องดื่มพื้นฐานที่มีติดไว้ประจำบ้านและสำนักงาน รวมทั้งร้านกาแฟที่มีอยู่จำนวนมากในปัจจุบัน ซึ่งคนรุ่นใหม่นิยมใช้เป็นสถานที่พบปะสังสรรค์ ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา ตลาดกาแฟนอกบ้านหรือธุรกิจร้านกาแฟเติบโตอย่างโดดเด่น จากการขยายตัวของร้านกาแฟทั้งในส่วนของผู้ประกอบการอิสระ ผู้ประกอบการเครือข่าย (Chain Café) รวมถึงร้านสะดวกซื้อ สอดคล้องกับวิถีชีวิตของชาวไทยที่ใช้ชีวิตนอกบ้านมากขึ้น ประกอบกับต้องการความรวดเร็วและสะดวกสบาย ร้านกาแฟจึงตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี และยังสร้างพฤติกรรมการดื่มกาแฟสดในกลุ่มผู้บริโภคชาวไทย อย่างไรก็ตาม เมื่อต้นปีที่ผ่านมาได้เกิด การแพร่ระบาดของ COVID-19 ทำให้เกิดการ lock down ได้กลายเป็นปัจจัยบวกให้กับตลาดกาแฟในบ้าน ให้เติบโต สวนกระแสธุรกิจอื่นที่ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้น กล่าวคือ การ lock down ทำให้พฤติกรรมผู้บริโภคชาวไทยเปลี่ยนแปลงไปสู่การใช้เวลาอยู่ในบ้านมากขึ้น ส่งผลให้การบริโภคกาแฟในบ้านยังคงเติบโต ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจซบเซา กำลังซื้อของผู้บริโภคลดลง ทำให้มีความระมัดระวังในการใช้จ่ายมากขึ้น มองหาความคุ้มค่าของผลิตภัณฑ์โดยเลือกดื่มกาแฟในบ้าน เนื่องจากประหยัดค่าใช้จ่ายได้มากกว่า นอกจากนี้ ผู้ประกอบการเองมี การปรับตัวเพื่อตอบสนองต่อพฤติกรรมการบริโภคกาแฟที่เปลี่ยนไปของผู้บริโภคยุคนี้ ด้วยการพัฒนาสูตรให้ดีขึ้น ออกรสชาติใหม่ การสื่อสาร การนำกาแฟผงสำเร็จรูปมารังสรรค์เป็นเมนูเครื่องดื่มกาแฟแบบเดียวกับที่ร้านกาแฟขายกัน รวมถึงการนำนวัตกรรมมาใช้เพื่อคงความสดใหม่และสามารถชงดื่มเองได้ง่ายๆ ในรูปแบบกาแฟแคปซูล

Read more

ตลาดเครื่องดื่มชาชงในประเทศไทย

“เครื่องดื่มชาชง” เป็นเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพที่ได้รับความนิยมมากที่สุดของโลก และชาชงในประเทศไทยติดอันดับสามของอาเซียน ชาที่นิยมปลูกมี 2 ชนิด คือ 1. ชาจีน นิยมนำมาผลิตเป็นชาอู่หลง ชาเขียว และชาแดง (ชาฝรั่ง) 2. ชาสายพันธุ์อัสสัม (ชาวบ้านเรียกว่า “ต้นเมี่ยง”) นิยมนำมาผลิตเป็นชาดำ ชาเขียว และชาไทย การปลูกชาสายพันธุ์อัสสัมในประเทศไทยมีจำนวนมากกว่าการปลูกชาสายพันธุ์จีน โดยตั้งแต่ปี 2558 – 2562 ผลผลิตชาสายพันธุ์อัสสัมมีมากกว่า ร้อยละ 90 ของผลผลิตทั้งหมด จากปริมาณที่ผลิตได้ 93,875 ตัน ในขณะที่ผลิตชาจีนได้ 9,039 ตัน คิดเป็นสัดส่วนไม่ถึงร้อยละ 10 ของผลผลิตชาทั้งหมด ทั้งนี้ ผลผลิตชารวมในปี 2562 ขยายตัวเพิ่มขึ้นจากปี 2561 ร้อยละ 10.6 ผลิตภัณฑ์ชาตามท้องตลาดที่แปรรูปมาจากชาในประเทศไทยนั้น เป็นชาที่ปลูกในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย โดยปลูกมากที่สุดในจังหวัดเชียงราย รองลงมา ได้แก่ เชียงใหม่ แพร่ น่าน และแม่ฮ่องสอน เป็นต้น และสามารถปลูกแบบอินทรีย์ได้เป็นอย่างดี ซึ่งปัจจุบันกระแสความนิยมบริโภคสินค้าปลอดภัย ไม่ปรุงแต่งมีสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

Read more