ตลาดชาพร้อมดื่มในประเทศไทย

พฤษภาคม 2561

ในปี 2560 ที่ผ่านมาตลาดตลาดชาพร้อมดื่มในประเทศไทยมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 16,500 ล้านบาท ซึ่งมีมูลค่าลดลงร้อยละ 12.6 จากปีก่อนหน้า ปัจจัยที่ทำให้มูลค่าตลาดชาพร้อมดื่มลดลงส่วนหนึ่งมาจากการที่กลุ่มคนรักสุขภาพเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ เพราะจากที่การที่ผู้บริโภคได้รับข่าวสารที่เป็นประโยชน์ในเรื่องสุขภาพได้ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ที่เข้ามีบทบาทสำคัญต่อสังคมยุคใหม่ ทำให้ผู้บริโภคเข้าถึงความรู้ในเรื่องของการบริโภคอาหารเพื่ออายุที่ยั่งยืน หรือโทษหรือโรคภัยที่เกิดจากการบริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์ได้อย่างสะดวกรวดเร็ว ทำให้ผู้บริโภคเกิดความตื่นตัวที่จะหันมาใส่ใจเลือกซื้ออาหารและมีความต้องการได้รับสารอาหารจากอาหารที่ตนเองรับประทานมากขึ้น

เมื่อผู้บริโภคใส่ใจต่ออาหารที่รับประทานมากขึ้น จึงส่งผลให้เกิดลดปริมาณการดื่มชาพร้อมดื่มลง เพราะมองว่าเป็นเครื่องดื่มที่มีปริมาณน้ำตาลอยู่ค่อนข้างสูง ทำให้ผู้บริโภคหันไปดื่มเครื่องดื่มประเภทอื่นที่ให้ประโยชน์ต่อสุขภาพมากกว่าแทน  เช่น น้ำผลไม้ หรือ เครื่องดื่มที่ให้พลังงาน เป็นต้น ด้วยสาเหตุนี้ทำให้ผู้ประกอบการในตลาดชาพร้อมดื่มจำเป็นต้องให้ความสำคัญในการผลิตสินค้าของตนเองเพื่อตอบโจทย์ในเรื่องของสุขภาพมากขึ้น เช่น การลดปริมาณน้ำตาลลง หรือ เพิ่มส่วนผสมอย่างสมุนไพรลงไปเพื่อช่วยเพิ่มคุณประโยชน์ให้กับร่างกาย เพื่อที่จะทำให้ตลาดชาเขียวกลับมาเติบโตอีกครั้ง

ผลิตภัณฑ์ชาพร้อมดื่มสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ ได้แก่

1. ชาพร้อมดื่มทั่วไป (Still Ready-to-Drink Tea)

มีมูลค่าอยู่ที่ 16,000 ล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 97.0

2. ชาอัดลมพร้อมดื่ม (Carbonated Ready-to-Drink Tea)

มีมูลค่าอยู่ที่ 500 ล้านบาท คิดเป็นส่วนแบ่งตลาดร้อยละ 3.0

ตลาดชาพร้อมดื่มเป็นตลาดที่มีการแข่งขันกันค่อนข้างสูงเพราะมีแบรนด์ในตลาดอยู่จำนวนมาก ทำให้ผู้บริโภคมีตัวเลือกในการบริโภคค่อนข้างมาก จึงเกิดการเปรียบเทียบก่อนตัดสินใจซื้อและเกิดความจงรักภักดีในแบรนด์น้อยลง ประกอบกับผลิตภัณฑ์ชาพร้อมดื่มอยู่ในตลาดมาสักระยะหนึ่งแล้ว ทำให้เข้าสู่จุดอิ่มตัวในตลาด ส่งผลให้ผู้บริโภคให้ความสนใจในตัวสินค้าลดลง ด้วยเหตุนี้จึงเป็นความท้าทายของผู้เล่นในตลาดที่จะต้องปรับตัวและรับมือกับความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นนี้ อย่างไรก็ตาม แม้ตลาดชาเขียวจะอยู่ในช่วงอิ่มตัวในตลาด ผู้ประกอบการยังคงพัฒนาสินค้าอย่างต่อเนื่องเพื่อให้ผู้บริโภคหันมาสนใจดื่มชาพร้อมดื่มอีกครั้ง

Related Articles

ธุรกิจอาหารเดลิเวอรี่ในประเทศไทย

ในยุคสมัยที่อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นทำให้โลกเราในปัจจุบันกลายเป็น “โลกออนไลน์” หรืออาจกล่าวได้ว่า อินเทอร์เน็ตถูกนำมาสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้มากมาย ขณะเดียวกันก็ได้รับ การตอบรับจากผู้คนทั่วไปอย่างรวดเร็วด้วยเหตุผลในด้านความสะดวกและรวดเร็ว สำหรับประเทศไทยนั้นพบว่า ปี 2561 ที่ผ่านมาคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยวันละ 10 ชั่วโมง 5 นาที เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 3 ชั่วโมง 30 นาที โดยกิจกรรมการใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ตยอดนิยมของชาวไทย 5 อันดับแรก คือ การใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ร้อยละ 96.3 การรับ-ส่งอีเมล ร้อยละ 74.2 การค้นหาข้อมูล ร้อยละ 70.8 การดูโทรทัศน์ คลิปวิดีโอ ฟังเพลงออนไลน์ ร้อยละ 60.7 และการซื้อสินค้าออนไลน์ ร้อยละ 51.3 ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังพบว่าคนไทยเปลี่ยนผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ ไปสู่ระบบออนไลน์มากขึ้น เช่น การจองโรงแรมที่พัก การซื้อตั๋วโดยสาร การชำระสินค้าและบริการ รวมถึงบริการสั่งอาหาร โดยคนไทยใช้บริการสั่งอาหารผ่านระบบออนไลน์ ร้อยละ 69.1 เทียบกับออฟไลน์ ร้อยละ 30.9 เปรียบเทียบกับปี 2560 ที่สัดส่วนอยู่ที่การสั่งออนไลน์ ร้อยละ 52.5 เทียบกับออฟไลน์ ร้อยละ 47.5 แสดงให้เห็นถึงความนิยมในอาหารเดลิเวอรี่ที่เพิ่มขึ้น

Read more

เครื่องดื่มกาแฟในประเทศไทย

กาแฟเป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย โดยปัจจุบันสายพันธุ์กาแฟที่ดื่มกันทั่วไป มีอยู่ 2 สายพันธุ์หลัก ได้แก่ อาราบิก้า (Arabica) และโรบัสต้า (Robusta) ซึ่งความนิยมดื่มเครื่องดื่มกาแฟของคนไทยมีทิศทางการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามการขยายตัวของธุรกิจร้านกาแฟภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟอิสระ และร้านกาแฟเครือสาขา ทั้งแบรนด์ต่างประเทศ และแบรนด์ท้องถิ่น โดยในปี 2561 ประเทศไทยมีจำนวนร้านกาแฟรวม 8,025 แห่ง มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย ร้อยละ 6.2 ต่อปี ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2557-2561) นอกจากนี้ความเร่งรีบในการใช้ชีวิตของชาวไทยก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้เครื่องดื่มกาแฟเป็นที่ต้องการดื่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกาแฟปรุงสำเร็จพร้อมดื่ม หรือ Ready-to-Drink (RTD) ซึ่งปัจจุบันบรรดาผู้ผลิตทั้งหลายต่างพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งในแง่ของรสชาติ และบรรจุภัณฑ์ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยที่มีรสนิยมการดื่มและรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันไป

Read more

น้ำผักผลไม้พร้อมดื่มในประเทศไทย

ในอดีตที่ผ่านมาน้ำผักผลไม้ถูกมองว่าเป็นตัวเลือกหนึ่งของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในตลาดไทย อย่างไรก็ตาม มุมมองดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปในยุคปัจจุบัน ภายหลังการนำเสนอข้อมูลข่าวสารและงานวิจัยต่าง ๆ มากมายที่แสดงให้เห็นว่าน้ำผักผลไม้บางประเภทอาจมีปริมาณน้ำตาลเจือปนอยู่ในระดับสูงเทียบเท่ากับเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์บางชนิด หรืออาจจะสูงกว่าด้วยซ้ำ และนี่จึงเป็นที่มาของการออกมาตรการจัดเก็บภาษีความหวานของรัฐบาล เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2560 เพื่อให้ผู้ผลิตปรับสูตรเครื่องดื่มให้มีส่วนผสมของน้ำตาลน้อยลง ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการปรัเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคให้ดื่มเครื่องดื่มที่มีความหวานลดลงด้วยเช่นกัน

Read more