ตลาดอาหารสำเร็จรูปเพื่อสุขภาพ

พฤศจิกายน 2560

ในปี 2559 ที่ผ่านมาอาหารสำเร็จรูปเพื่อสุขภาพในประเทศไทยมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 6,300 ล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 7.7 จากปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการรณรงค์จากภาครัฐที่ให้คนไทยหันมาให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารมากขึ้น เช่น การรณรงค์จากทางกระทรวงสาธารณสุขในการจำกัดการบริโภคน้ำตาล โดยไม่ให้เกิน 6 ช้อนชาในหนึ่งวัน และให้ความรู้ในเรื่องโทษของการบริโภคน้ำตาลมากเกินไป นอกจากนี้ การที่มีผู้เชี่ยวชาญออกมาให้ความรู้เรื่องการดูแลตัวเองและการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีผ่านทางสื่อออนไลน์ทำให้ผู้บริโภครับรู้และเข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการมีสุขภาพที่ดีได้ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาเลือกซื้ออาหารที่เพื่อสุขภาพกันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่หันมารักสุขภาพส่วนใหญ่จะเป็นผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในเมืองเนื่องจากได้รับความรู้จากสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ ทำให้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีสุขภาพที่แข็งแรง ในทางกลับกัน ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศโดยเฉพาะตามต่างจังหวัดยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้มากนัก ด้วยเหตุนี้ทำให้คนไทยประสบกับโรคภัยที่เกิดจากการบริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์มากขึ้นเรื่อยๆ เช่น โรคอ้วน ซึ่งในปัจจุบันประชากรโลกประสบภาวะโรคอ้วนกว่า 2,200 ล้านคน และคนไทยเป็นโรคอ้วนถึง 16 ล้านคน โดยอยู่อันดับที่ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากมาเลเซีย และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะผู้ผลิตที่ต้องหันมาผลิตสินค้าที่ส่งผลดีต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น 

อาหารสำเร็จรูปเพื่อสุขภาพสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

1. กลุ่มลดปริมาณไขมันลง (Reduced Fat Package Food) มีมูลค่าอยู่ที่ 5,673 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 4 ประเภทย่อย ดังนี้

-   ผลิตภัณฑ์นมลดไขมัน มีมูลค่าตลาดประมาณ 5,255 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 83.37

-   ซอสและเครื่องปรุงรสลดไขมัน มีมูลค่าตลาดประมาณ 24 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.38

-   ขนมขบเคี้ยวลดไขมัน มีมูลค่าตลาดประมาณ 39 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.62

-   เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ลดไขมัน มีมูลค่าตลาดประมาณ 355 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 5.63

2. กลุ่มลดปริมาณน้ำตาลลง (Reduced Sugar Package Food) มีมูลค่าอยู่ที่ 629 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 ประเภทย่อย ดังนี้

          -   ลูกอมลดน้ำตาล มีมูลค่าตลาดประมาณ 445 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 7.06

          -   โยเกิร์ตลดน้ำตาล มีมูลค่าตลาดประมาณ 12 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.19

          -   แยมลดน้ำตาล มีมูลค่าตลาดประมาณ 173 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.75

download PDF

Related Articles

ธุรกิจอาหารเดลิเวอรี่ในประเทศไทย

ในยุคสมัยที่อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นทำให้โลกเราในปัจจุบันกลายเป็น “โลกออนไลน์” หรืออาจกล่าวได้ว่า อินเทอร์เน็ตถูกนำมาสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้มากมาย ขณะเดียวกันก็ได้รับ การตอบรับจากผู้คนทั่วไปอย่างรวดเร็วด้วยเหตุผลในด้านความสะดวกและรวดเร็ว สำหรับประเทศไทยนั้นพบว่า ปี 2561 ที่ผ่านมาคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยวันละ 10 ชั่วโมง 5 นาที เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 3 ชั่วโมง 30 นาที โดยกิจกรรมการใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ตยอดนิยมของชาวไทย 5 อันดับแรก คือ การใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ร้อยละ 96.3 การรับ-ส่งอีเมล ร้อยละ 74.2 การค้นหาข้อมูล ร้อยละ 70.8 การดูโทรทัศน์ คลิปวิดีโอ ฟังเพลงออนไลน์ ร้อยละ 60.7 และการซื้อสินค้าออนไลน์ ร้อยละ 51.3 ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังพบว่าคนไทยเปลี่ยนผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ ไปสู่ระบบออนไลน์มากขึ้น เช่น การจองโรงแรมที่พัก การซื้อตั๋วโดยสาร การชำระสินค้าและบริการ รวมถึงบริการสั่งอาหาร โดยคนไทยใช้บริการสั่งอาหารผ่านระบบออนไลน์ ร้อยละ 69.1 เทียบกับออฟไลน์ ร้อยละ 30.9 เปรียบเทียบกับปี 2560 ที่สัดส่วนอยู่ที่การสั่งออนไลน์ ร้อยละ 52.5 เทียบกับออฟไลน์ ร้อยละ 47.5 แสดงให้เห็นถึงความนิยมในอาหารเดลิเวอรี่ที่เพิ่มขึ้น

Read more

เครื่องดื่มกาแฟในประเทศไทย

กาแฟเป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย โดยปัจจุบันสายพันธุ์กาแฟที่ดื่มกันทั่วไป มีอยู่ 2 สายพันธุ์หลัก ได้แก่ อาราบิก้า (Arabica) และโรบัสต้า (Robusta) ซึ่งความนิยมดื่มเครื่องดื่มกาแฟของคนไทยมีทิศทางการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามการขยายตัวของธุรกิจร้านกาแฟภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟอิสระ และร้านกาแฟเครือสาขา ทั้งแบรนด์ต่างประเทศ และแบรนด์ท้องถิ่น โดยในปี 2561 ประเทศไทยมีจำนวนร้านกาแฟรวม 8,025 แห่ง มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย ร้อยละ 6.2 ต่อปี ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2557-2561) นอกจากนี้ความเร่งรีบในการใช้ชีวิตของชาวไทยก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้เครื่องดื่มกาแฟเป็นที่ต้องการดื่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกาแฟปรุงสำเร็จพร้อมดื่ม หรือ Ready-to-Drink (RTD) ซึ่งปัจจุบันบรรดาผู้ผลิตทั้งหลายต่างพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งในแง่ของรสชาติ และบรรจุภัณฑ์ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยที่มีรสนิยมการดื่มและรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันไป

Read more

น้ำผักผลไม้พร้อมดื่มในประเทศไทย

ในอดีตที่ผ่านมาน้ำผักผลไม้ถูกมองว่าเป็นตัวเลือกหนึ่งของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในตลาดไทย อย่างไรก็ตาม มุมมองดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปในยุคปัจจุบัน ภายหลังการนำเสนอข้อมูลข่าวสารและงานวิจัยต่าง ๆ มากมายที่แสดงให้เห็นว่าน้ำผักผลไม้บางประเภทอาจมีปริมาณน้ำตาลเจือปนอยู่ในระดับสูงเทียบเท่ากับเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์บางชนิด หรืออาจจะสูงกว่าด้วยซ้ำ และนี่จึงเป็นที่มาของการออกมาตรการจัดเก็บภาษีความหวานของรัฐบาล เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2560 เพื่อให้ผู้ผลิตปรับสูตรเครื่องดื่มให้มีส่วนผสมของน้ำตาลน้อยลง ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการปรัเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคให้ดื่มเครื่องดื่มที่มีความหวานลดลงด้วยเช่นกัน

Read more