ตลาดนมข้นหวาน ครีมแท้ และครีมเทียมในประเทศไทย

สิงหาคม 2560

ในปี 2559 ที่ผ่านมาตลาดผลิตภัณฑ์นมข้นหวาน ครีมแท้ และครีมเทียมในประเทศไทยมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 9,600 ล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 3.4 จากปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากผู้บริโภคคนไทยที่นิยมดื่มเครื่องดื่มที่มีรสหวานอยู่ ทำให้การใส่นมข้นหวาน ครีมแท้ และครีมเทียมลงในเครื่องดื่ม เช่น นม ชา และกาแฟ เพื่อเพิ่มความหวานให้กับเครื่องดื่มกลายเป็นเรื่องปกติ อีกทั้งนมข้นหวานยังเป็นที่นิยมของผู้บริโภคทั้งเด็กและผู้ใหญ่ในการรับประทานควบคู่กับปาท่องโก๋หรือขนมปังเป็นอาหารเช้าหรืออาหารว่าง

อย่างไรก็ตาม จากกระแสการรักสุขภาพที่เกิดขึ้นทำให้ผู้บริโภคมีความใส่ใจในการเลือกรับประทานอาหารและมองหาสินค้าที่ส่งเสริมในเรื่องของสุขภาพมากขึ้น ซึ่งน้ำตาลถือเป็นอีกหนึ่งสิ่งที่ผู้บริโภคต้องการหลีกเลี่ยงหรือบริโภคให้น้อยลงเพื่อที่จะหลีกหนีจากโรคภัยต่างๆ เช่น โรคอ้วน และ โรคเบาหวาน ดังนั้นผู้บริโภคจึงมองหานมข้นหวานหรือครีมที่มีหวานน้อยหรือมีไขมันต่ำแทนการบริโภคนมข้นหวานแบบปกติ หรือหันไปบริโภคผลิตภัณฑ์ที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพแทน ดังนั้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ผู้ประกอบการไม่ควรมองข้ามกระแสความนิยมนี้ และควรหันมาพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคที่เกิดขึ้น

ผลิตภัณฑ์นมข้นหวาน ครีมแท้ และครีมเทียมสามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ประเภทย่อยดังนี้

  1. นมข้นหวาน (Condensed Milk) ในปี 2559 มีมูลค่าตลาดประมาณ 6,200 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 64.2
  2. ครีมแท้ (Cream) ในปี 2559 มีมูลค่าตลาดประมาณ 260 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 2.7
  3. ครีมเทียม (Coffee Whiteners) ในปี 2559 มีมูลค่าตลาดประมาณ 3,200 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 33.1

 

download PDF

Related Articles

ส่วนแบ่งตลาดไอศครีม

มูลค่าตลาดไอศครีม 13,853 ล้านบาท เติบโต 8 % โดยมีแบรนด์ แม็กนั่ม คอร์นเนตโต ฟรุตทาเร่ แมกโนเรีย และแพดเดิลป๊อป เป็นเจ้าตลาด

Read more

ส่วนแบ่งตลาดผลิตภัณฑ์กลุ่ม Free From ปี 2559

มูลค่าตลาดผลิตภัณฑืกลุ่ม Free From 21,279 ล้านบาท เติบโต 6% โดยมี แลคตาซอย กรีนสปอร์ต และดัชมิลล์ เป็นเจ้าตลาด

Read more

ธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย

ปัจจุบันผู้บริโภคชาวไทยนิยมรับประทานอาหารนอกบ้านกันมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากวิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงจากครอบครัวขยายสู่ครอบครัวเดี่ยว ครอบครัวมีขนาดเล็กลง ทั้งสามีและภรรยาทำงานนอกบ้าน ที่พักอาศัยไม่เหมาะสำหรับการปรุงอาหาร อีกทั้งการใช้ชีวิตที่รีบเร่งต้องการความสะดวกและรวดเร็ว ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลการสำรวจเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี พ.ศ. 2558 ที่พบว่า ค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในการซื้ออาหารรับประทานนอกบ้านมีสัดส่วนร้อยละ 39.0 ของค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2554 ที่มีสัดส่วนการซื้ออาหารรับประทานนอกบ้านร้อยละ 31.0

Read more