ตลาดขนมหวานจากน้ำตาลในประเทศไทย

สิงหาคม 2559

ในปี 2558 ตลาดขนมหวานจากน้ำตาลในประเทศไทยเติบโตขึ้นร้อยละ 4.2 จากปี 2557 โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 9,230 ล้านบาท อย่างไรก็ตาม 2-3 ปีที่ผ่านมาอัตราการเติบโตของขนมหวานจากน้ำตาลอยู่ในช่วงชะลอตัวจากเดิมที่เคยอยู่ที่ประมาณร้อยละ 6.6 เพราะผู้บริโภคเลือกที่จะซื้อขนมหวานในปริมาณที่ลดลงและเลือกแบรนด์ที่มีราคาถูกกว่าเพื่อนำเงินที่เหลือไปใช้จ่ายกับสินค้าที่มีจำเป็นมากกว่า ดังนั้นผู้นำตลาดในกลุ่มจึงจำเป็นที่จะต้องกระตุ้นตลาดให้เกิดการบริโภคมากขึ้น เช่น การพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ การกระจายสินค้าให้ครอบคลุมกลุ่มเป้าหมาย ส่วนการทำกิจกรรมการตลาด ผู้นำตลาดส่วนใหญ่ปรับลดการการโฆษณาผ่านสื่อมวลชนต่างๆ เช่น โทรทัศน์ วิทยุ และสิ่งพิมพ์ แต่เพิ่มงบประมาณในการส่งเสริมการขายแทน

นอกจากนี้ โดยปกติอาหารและเครื่องดื่มของไทยมักมีรสชาติหวานนำ ดังนั้นคนไทยจึงมีการบริโภคน้ำตาลที่ค่อนข้างสูงอยู่แล้วในแต่ละวัน ทำให้ผู้บริโภคที่ใส่ใจต่อสุขภาพมีแนวโน้มที่จะบริโภคขนมหวานจากน้ำตาลน้อยลง เพราะมีความกังวลหรือกลัวโรคภัยที่อาจเกิดขึ้นตามมา เช่น โรคอ้วน และโรคเบาหวาน ดังนั้นจึงเป็นเรื่องท้าทายของผู้ผลิตที่จะต้องปรับตัวเพื่อหาวิธีรับมือกับกระแสนี้ ซึ่งผู้นำตลาดได้ให้ความสนใจกับการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อให้สอดคล้องกับเทรนด์สุขภาพ เช่น การผลิตลูกอมหรือยาอมปราศจากน้ำตาล หรือใช้สารแทนความหวานเป็นส่วนผสมแทนน้ำตาล ทำให้ยอดจำหน่ายของสินค้ากลุ่มนี้มีการเติบโตขึ้นในปี 2558 เพราะขนมที่ปราศจากน้ำตาลจะถูกมองว่าเป็นขนมที่เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่ต้องการควบคุมน้ำหนักและระดับน้ำตาลในเลือด

ผลิตภัณฑ์

ขนมหวานจากน้ำตาลสามารถแบ่งได้เป็น 7 กลุ่ม คือ 1. ยาอม (ครองส่วนแบ่งร้อยละ 38.6) 2. ลูกอมรสมินต์ (ครองส่วนแบ่งร้อยละ 26.2) 3. ลูกกวาด (ครองส่วนแบ่งร้อยละ 15.6) 4. หมากฝรั่ง เจลลี่ และขนมเคี้ยว (ครองส่วนแบ่งร้อยละ 14.7) 5. อมยิ้ม (ครองส่วนแบ่งน้อยกว่าร้อยละ 0.1) 6. ท๊อฟฟี่ คาราเมล และตังเม (ครองส่วนแบ่งน้อยกว่าร้อยละ 0.1) และ 7. กลุ่มขนมหวานจากน้ำตาลประเภทอื่นๆ (ครองส่วนแบ่งน้อยกว่าร้อยละ 0.1) จากทั้งหมด 7 กลุ่มย่อยจะพบว่า ยาอม เป็นสินค้าที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในกลุ่มขนมหวานจากน้ำตาล โดยมีสาเหตุมาจากสรรพคุณของผลิตภัณฑ์ เช่น แก้ไอ และแก้เจ็บ เป็นปัจจัยหลักสนับสนุนยอดจำหน่ายยาอม ประกอบกับปัจจัยสนับสนุนทางด้านช่องทางการจัดจำหน่ายยาอมที่มีอย่างครอบคลุม ทั้งช่องทางค้าปลีกสมัยใหม่ไปจนถึงแบบดั้งเดิม และร้านขายยา ทำให้ผู้บริโภคหาซื้อยาอมได้สะดวก

ในปี 2558 นวัตกรรมการผลิตสินค้าเป็นสิ่งสำคัญที่อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของ ลูกอม หมากฝรั่ง และเจลลี่ เช่น การพัฒนาสินค้าใหม่ การนำเสนอรสชาติที่หลากหลายในห่อเดียว และการผลิตรุ่น Limited Edition ซึ่งวิธีเหล่านี้เป็นวิธีที่ค่อนข้างประสบความสำเร็จที่ผู้นำตลาดใช้เพื่อกระตุ้นและผลักดันยอดจำหน่าย โดยเฉพาะผู้บริโภครุ่นใหม่ที่ต้องการความแปลกใหม่ให้กับชีวิต จึงเป็นกลุ่มที่มองหาขนมที่มีรสชาติแตกต่างไปจากที่เคยรับประทานหรือมีบรรจุภัณฑ์ที่โดดเด่นสะดุดตา

ผู้นำตลาดขนมหวานจากน้ำตาลในประเทศไทย ได้แก่ บริษัท มอนเดลีซ อินเตอร์เนชันแนล (ประเทศไทย) จำกัด มีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ร้อยละ 27.3 และมีแบรนด์ที่มีชื่อเสียงอย่าง Halls และ Cloret ซึ่งเป็นสินค้าที่มียอดจำหน่ายสูงสุดในกลุ่ม บริษัทได้เน้นการทำการตลาดแบบครอบคลุมตั้งแต่การโฆษณาประชาสัมพันธ์ไปจนถึงการส่งเสริมการขาย เพื่อสร้างการรับรู้ของผู้บริโภคและกระตุ้นยอดจำหน่ายทั้งประเทศ โดยการโฆษณาจะเน้นในช่วงเวลาที่มีผู้ชมมากที่สุดเพื่อดึงดูดผู้ชมให้ได้มากที่สุดในการโฆษณาแต่ละครั้ง นอกจากนี้ การที่บริษัทได้มีการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง เป็นส่วนสำคัญที่ช่วยส่งเสริมยอดจำหน่ายรวมของทั้งบริษัทได้เป็นอย่างดี

แบรนด์จากต่างประเทศ เช่น Halls Hacks Sugus และ Mentos ครองส่วนแบ่งตลาดหลักของขนมหวานจากน้ำตาลในประเทศไทย เพราะความมีชื่อเสียงในตัวแบรนด์ ความหลากหลายของสินค้า และราคาที่ไม่แพง ทำให้สามารถดึงดูดผู้บริโภคกลุ่มใหญ่ในประเทศได้ ในขณะที่แบรนด์จากไทยจะจับกลุ่มลูกค้าคนละกลุ่มกับแบรนด์จากต่างประเทศ เพราะยังเป็นเรื่องยากที่จะแข่งกับแบรนด์จากต่างประเทศโดยตรง โดยเฉพาะในเรื่องชื่อเสียงของแบรนด์และการกระจายสินค้า ทำให้แบรนด์ในประเทศต้องเน้นกลุ่มผู้บริโภคในต่างจังหวัดมากกว่าในเมืองอย่างกรุงเทพฯ และขายสินค้าในราคาที่ถูกกว่าแบรนด์จากต่างประเทศเพื่อดึงดูดผู้บริโภคที่อ่อนไหวต่อราคาสินค้า

download PDF

Related Articles

ธุรกิจอาหารเดลิเวอรี่ในประเทศไทย

ในยุคสมัยที่อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นทำให้โลกเราในปัจจุบันกลายเป็น “โลกออนไลน์” หรืออาจกล่าวได้ว่า อินเทอร์เน็ตถูกนำมาสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้มากมาย ขณะเดียวกันก็ได้รับ การตอบรับจากผู้คนทั่วไปอย่างรวดเร็วด้วยเหตุผลในด้านความสะดวกและรวดเร็ว สำหรับประเทศไทยนั้นพบว่า ปี 2561 ที่ผ่านมาคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยวันละ 10 ชั่วโมง 5 นาที เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 3 ชั่วโมง 30 นาที โดยกิจกรรมการใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ตยอดนิยมของชาวไทย 5 อันดับแรก คือ การใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ร้อยละ 96.3 การรับ-ส่งอีเมล ร้อยละ 74.2 การค้นหาข้อมูล ร้อยละ 70.8 การดูโทรทัศน์ คลิปวิดีโอ ฟังเพลงออนไลน์ ร้อยละ 60.7 และการซื้อสินค้าออนไลน์ ร้อยละ 51.3 ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังพบว่าคนไทยเปลี่ยนผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ ไปสู่ระบบออนไลน์มากขึ้น เช่น การจองโรงแรมที่พัก การซื้อตั๋วโดยสาร การชำระสินค้าและบริการ รวมถึงบริการสั่งอาหาร โดยคนไทยใช้บริการสั่งอาหารผ่านระบบออนไลน์ ร้อยละ 69.1 เทียบกับออฟไลน์ ร้อยละ 30.9 เปรียบเทียบกับปี 2560 ที่สัดส่วนอยู่ที่การสั่งออนไลน์ ร้อยละ 52.5 เทียบกับออฟไลน์ ร้อยละ 47.5 แสดงให้เห็นถึงความนิยมในอาหารเดลิเวอรี่ที่เพิ่มขึ้น

Read more

เครื่องดื่มกาแฟในประเทศไทย

กาแฟเป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย โดยปัจจุบันสายพันธุ์กาแฟที่ดื่มกันทั่วไป มีอยู่ 2 สายพันธุ์หลัก ได้แก่ อาราบิก้า (Arabica) และโรบัสต้า (Robusta) ซึ่งความนิยมดื่มเครื่องดื่มกาแฟของคนไทยมีทิศทางการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามการขยายตัวของธุรกิจร้านกาแฟภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟอิสระ และร้านกาแฟเครือสาขา ทั้งแบรนด์ต่างประเทศ และแบรนด์ท้องถิ่น โดยในปี 2561 ประเทศไทยมีจำนวนร้านกาแฟรวม 8,025 แห่ง มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย ร้อยละ 6.2 ต่อปี ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2557-2561) นอกจากนี้ความเร่งรีบในการใช้ชีวิตของชาวไทยก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้เครื่องดื่มกาแฟเป็นที่ต้องการดื่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกาแฟปรุงสำเร็จพร้อมดื่ม หรือ Ready-to-Drink (RTD) ซึ่งปัจจุบันบรรดาผู้ผลิตทั้งหลายต่างพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งในแง่ของรสชาติ และบรรจุภัณฑ์ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยที่มีรสนิยมการดื่มและรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันไป

Read more

น้ำผักผลไม้พร้อมดื่มในประเทศไทย

ในอดีตที่ผ่านมาน้ำผักผลไม้ถูกมองว่าเป็นตัวเลือกหนึ่งของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในตลาดไทย อย่างไรก็ตาม มุมมองดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปในยุคปัจจุบัน ภายหลังการนำเสนอข้อมูลข่าวสารและงานวิจัยต่าง ๆ มากมายที่แสดงให้เห็นว่าน้ำผักผลไม้บางประเภทอาจมีปริมาณน้ำตาลเจือปนอยู่ในระดับสูงเทียบเท่ากับเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์บางชนิด หรืออาจจะสูงกว่าด้วยซ้ำ และนี่จึงเป็นที่มาของการออกมาตรการจัดเก็บภาษีความหวานของรัฐบาล เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2560 เพื่อให้ผู้ผลิตปรับสูตรเครื่องดื่มให้มีส่วนผสมของน้ำตาลน้อยลง ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการปรัเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคให้ดื่มเครื่องดื่มที่มีความหวานลดลงด้วยเช่นกัน

Read more