ตลาดบิสกิตและสแน็คบาร์ในประเทศไทย

พฤษภาคม 2559

ในปี 2558 ตลาดขนมขบเคี้ยวในประเทศไทยมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท โดยมูลค่าตลาดบิสกิตและสแน็คบาร์อยู่ที่ 11,678 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มบิสกิต 11,063 ล้านบาท และกลุ่มสแน็คบาร์ 615 ล้านบาท โดยจะเห็นว่าตลาดกลุ่มนี้มีสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดขนมขบเคี้ยวทั้งประเทศ

บทนำ  

ในปี 2558 ตลาดขนมขบเคี้ยวในประเทศไทยมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 30,000 ล้านบาท โดยมูลค่าตลาดบิสกิตและสแน็คบาร์อยู่ที่ 11,678 ล้านบาท ซึ่งแบ่งเป็นกลุ่มบิสกิต 11,063 ล้านบาท และกลุ่มสแน็คบาร์ 615 ล้านบาท โดยจะเห็นว่าตลาดกลุ่มนี้มีสัดส่วนที่ค่อนข้างสูงเมื่อเปรียบเทียบกับตลาดขนมขบเคี้ยวทั้งประเทศ จึงทำให้มีผู้เล่นใหม่เข้ามาในตลาดอย่างต่อเนื่อง เพราะต้องการเข้ามาชิงส่วนแบ่งตลาด ส่งผลให้ปัจจุบันการแข่งขันในตลาดบิสกิตและ สแน็คบาร์ในประเทศไทยมีการแข่งขันค่อนข้างสูง จึงเป็นเรื่องท้าทายของผู้ประกอบการที่จำเป็นจะต้องหากลยุทธ์ใหม่ๆ เพื่อมาจูงใจให้ผู้บริโภคหันมาสนใจและเลือกซื้อสินค้า

อย่างไรก็ตาม จากเทรนด์ในเรื่องของสุขภาพ ทำให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจในการเลือกรับประทานอาหารและมีความกังวลต่อสุขภาพของตนเองมากยิ่งขึ้น จึงส่งผลในเชิงบวกให้กับตลาดบิสกิตและสแน็คบาร์ โดยเฉพาะสินค้าประเภทซีเรียลบาร์ และบาร์ที่ให้สารอาหารและพลังงาน เพราะเป็นสินค้าที่มีการเติบโตมากที่สุดในกลุ่มบิสกิตและ สแน็คบาร์ในประเทศไทย เนื่องจากซีเรียลบาร์มีส่วนประกอบของธัญพืชจึงมีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกาย ส่วนบาร์ที่ให้สารอาหารและพลังงานสารอาหาร จะช่วยให้ผู้บริโภคได้รับสารอาหารและพลังงานที่เพียงพอให้แต่ละวัน ดังนั้น ทั้ง 2 ประเภทนี้จึงเป็นเทรนด์ใหม่ ที่เหมาะสำหรับผู้บริโภคที่กำลังมองหาความสะดวกในการรับประทานขนมที่มีประโยชน์ต่อสุขภาพ

ผลิตภัณฑ์

บิสกิตรสหวานเป็นสินค้าที่ได้รับความนิยมมากที่สุดในตลาดบิสกิตและสแน็คบาร์ในประเทศไทย โดยมีมูลค่าตลาดอยู่ที่ 9,593.5 ล้านบาท ในปี 2558 มีการเติบโตร้อยละ 5.2 จากปี 2557 ในกลุ่มของบิสกิตและสแน็คบาร์ บาร์ที่ให้สารอาหารและพลังงานเป็นสินค้าที่มีอัตราการเติบโตมากที่สุด โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 45.2 ล้านบาท  ในปี 2558 เติบโตร้อย 9.9 จากปี 2557  ส่วนซีเรียลบาร์เป็นสินค้าที่มีอัตราการเติบโตมากที่สุดเป็นอันดับที่ 2 โดยมีมูลค่าอยู่ที่ 79 ล้านบาทในปี 2558 เติบโตร้อยละ 8.5 จากปี 2557
ผู้นำตลาดกลุ่มบิสกิตและสแน็คบาร์ได้แก่ บริษัท ยูอาร์ซี (ประเทศไทย) จํากัด เป็นผู้เล่นจากต่างประเทศ โดยครองส่วนแบ่งการตลาดร้อยละ 26 ภายใต้แบรนด์ที่มีชื่อเสียงอย่าง Jack 'n Jill ที่แตกไลน์ผลิตภัณฑ์ออกเป็น ฟันโอ Magic Drewberry และ Lausanne สินค้าของบริษัทมีจุดเด่นอยู่ที่ราคาไม่แพง ทำให้สามารถขยายตลาดได้อย่างรวดเร็ว เพราะสามารถดึงดูดผู้บริโภคที่อ่อนไหวทางด้านราคา หรือมีกำลังซื้อน้อยได้ นอกจากนี้ บริษัทมีการลงทุนด้านกิจกรรมทางการตลาด เช่น การโฆษณาผ่านทางสื่อต่างๆ จึงช่วยสร้างการรับรู้ให้กับผู้บริโภคได้เป็นอย่างดี อีกทั้งยังมีการลงทุนสร้างโรงงานในประเทศ เพื่อผลิตสินค้าที่มีรสชาติถูกปากคนไทย และยังสามารถลดต้นทุนการผลิตสินค้าได้อีกด้วย 
บริษัท ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ครองตำแหน่งอันดับที่ 2 โดยมีส่วนแบ่งตลาดอยู่ที่ร้อยละ 14 ภายใต้แบรนด์ที่มีชื่อเสียง เช่น Homey และ Bissan จากการแข่งขันที่สูงขึ้นในตลาดบิสกิต ทำให้บริษัทมียอดจำหน่ายลดลงในปี 2558 ดังนั้นบริษัทจึงมีการลงทุนเพิ่มทางด้านการพัฒนาผลิตภัณฑ์และการสื่อสารทางการตลาด เพื่อกระตุ้นและดึงส่วนแบ่งตลาดกลับคืนมา
ผู้เล่นในตลาดทั้งจากในประเทศและต่างประเทศครองส่วนแบ่งการตลาดกลุ่มบิสกิตและสแน็คบาร์ในปริมาณที่ใกล้เคียงกันในปี 2558 แต่เนื่องจากทางตะวันตกเป็นต้นกำเนิดของสแน็คบาร์ ทำให้ผู้ผลิตจากต่างประเทศครองส่วนแบ่งหลักในกลุ่มสแน็คบาร์ในประเทศไทย ทางด้านการแข่งขันระหว่างผู้เล่นในประเทศและต่างประเทศ ผู้เล่นในประเทศจะเน้นการแข่งขันทางด้านราคา โดยขายสินค้าที่มีความคล้ายคลึงกันกับแบรนด์จากต่างประเทศแต่จะราคาที่ถูกกว่าเพื่อดึงดูดผู้บริโภคที่มีกำลังซื้อน้อย

 

download PDF

Related Articles

เครื่องดื่มกาแฟในประเทศไทย

กาแฟเป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย โดยปัจจุบันสายพันธุ์กาแฟที่ดื่มกันทั่วไป มีอยู่ 2 สายพันธุ์หลัก ได้แก่ อาราบิก้า (Arabica) และโรบัสต้า (Robusta) ซึ่งความนิยมดื่มเครื่องดื่มกาแฟของคนไทยมีทิศทางการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามการขยายตัวของธุรกิจร้านกาแฟภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟอิสระ และร้านกาแฟเครือสาขา ทั้งแบรนด์ต่างประเทศ และแบรนด์ท้องถิ่น โดยในปี 2561 ประเทศไทยมีจำนวนร้านกาแฟรวม 8,025 แห่ง มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย ร้อยละ 6.2 ต่อปี ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2557-2561) นอกจากนี้ความเร่งรีบในการใช้ชีวิตของชาวไทยก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้เครื่องดื่มกาแฟเป็นที่ต้องการดื่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกาแฟปรุงสำเร็จพร้อมดื่ม หรือ Ready-to-Drink (RTD) ซึ่งปัจจุบันบรรดาผู้ผลิตทั้งหลายต่างพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งในแง่ของรสชาติ และบรรจุภัณฑ์ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยที่มีรสนิยมการดื่มและรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันไป

Read more

น้ำผักผลไม้พร้อมดื่มในประเทศไทย

ในอดีตที่ผ่านมาน้ำผักผลไม้ถูกมองว่าเป็นตัวเลือกหนึ่งของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในตลาดไทย อย่างไรก็ตาม มุมมองดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปในยุคปัจจุบัน ภายหลังการนำเสนอข้อมูลข่าวสารและงานวิจัยต่าง ๆ มากมายที่แสดงให้เห็นว่าน้ำผักผลไม้บางประเภทอาจมีปริมาณน้ำตาลเจือปนอยู่ในระดับสูงเทียบเท่ากับเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์บางชนิด หรืออาจจะสูงกว่าด้วยซ้ำ และนี่จึงเป็นที่มาของการออกมาตรการจัดเก็บภาษีความหวานของรัฐบาล เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2560 เพื่อให้ผู้ผลิตปรับสูตรเครื่องดื่มให้มีส่วนผสมของน้ำตาลน้อยลง ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการปรัเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคให้ดื่มเครื่องดื่มที่มีความหวานลดลงด้วยเช่นกัน

Read more

ธุรกิจอาหารริมทาง (Street Food) ในประเทศไทย

สตรีทฟู้ดหรืออาหารริมทางเมืองไทยมีชื่อเสียงโด่งดังไปทั่วโลก สื่อต่างชาติหลายสำนักอย่าง “นิตยสาร Forbes” “หนังสือพิมพ์ Telegraph” “สำนักข่าว CNN” หรือแม้แต่ “Time Out” แบรนด์ไลฟ์สไตล์และ เอ็นเตอร์เทนเมนต์ระดับโลก ต่างจัดอันดับยกให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีอาหารริมทางที่ดีที่สุด เนื่องจากรสชาติอร่อยมีให้เลือกรับประทานหลายชนิด กระจายอยู่ตามแหล่งชุมชนต่างๆ ทำให้หาซื้อได้ง่าย มีขายตลอดเวลา รองรับทุกมื้ออาหาร เช่น โจ๊ก น้ำเต้าหู้ สำหรับมื้อเช้า, ไข่เจียวข้าวหอมมะลิ เย็นตาโฟ สำหรับมื้อกลางวัน หรือผัดไทย หมูสะเต๊ะ สำหรับมื้อเย็น และที่สำคัญราคาไม่แพง โดยไชน่าทาวน์หรือเยาวราช ถูกจัดให้เป็นแหล่งที่มีอาหารอร่อยที่สุด รองลงไป ได้แก่ ถนนข้าวสาร ถนนสีลม และตลาดโชคชัยสี่ และเมนูที่กำลังได้รับความนิยม ได้แก่ หอยทอด โดย World Street Food Congress หรือสภาอาหารริมทางโลก จัดอันดับให้หอยทอดเป็น 1 ใน 3 อาหารที่มีชื่อเสียงมากที่สุด

Read more