ตลาดอาหารแช่แข็งในประเทศไทย

เมษายน 2559

บทนำ การดำเนินชีวิตของคนรุ่นใหม่ในปัจจุบันเปลี่ยนแปลงจากอดีตที่ผ่านมาค่อนข้างมาก กล่าวคือ นิยมอาศัยในห้องพัก/คอนโดมิเนียมย่านใจกลางเมืองหรือใกล้ที่ทำงานซึ่งไม่เหมาะสำหรับประกอบอาหาร ครอบครัวสมัยใหม่ทำงานนอกบ้านทั้งสามีและภรรยา ใช้ชีวิตด้วยความเร่งรีบต้องการความรวดเร็วและสะดวกสบาย

อาหารสำเร็จรูปจึงสามารถสนองตอบต่อวิถีชีวิตของคนรุ่นใหม่ได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะอาหารแช่แข็งซึ่งมีความได้เปรียบในด้านอายุการเก็บรักษา และในปัจจุบันผู้บริโภคต่างคุ้นเคยกับอาหารแช่แข็งและยอมรับในเรื่องคุณภาพมาตรฐาน ประกอบกับการขยายสาขาของร้านสะดวกซื้อทำให้อาหารแช่แข็งสามารถหาซื้อได้ง่าย ขณะที่ผู้ประกอบการได้มีการพัฒนาผลิตภัณฑ์เพื่อตอบสนองความต้องการและรสนิยมของผู้บริโภค ส่งผลให้ตลาดอาหารแช่แข็งในประเทศไทยขยายตัวอย่างต่อเนื่องเฉลี่ยร้อยละ 9.8 ต่อปี โดยปี 2558 มีมูลค่า 15,700 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2554 ที่ 10,800 ล้านบาท

ตลาดอาหารแช่แข็งในประเทศไทยมีผู้นำตลาดไม่มากนักซึ่งส่วนใหญ่เป็นผู้ประกอบการรายใหญ่ในอุตสาหกรรมอาหาร จึงได้รับการยอมรับเรื่องคุณภาพและมาตรฐานจากผู้บริโภคชาวไทย โดย “บริษัท เจริญ  โภคภัณฑ์ จำกัด (มหาชน)” ครองส่วนแบ่งร้อยละ 34.3 ของมูลค่าตลาดอาหารแช่แข็ง เป็นผู้นำตลาดในผลิตภัณฑ์อาหารพร้อมรับประทานแช่แข็งและเนื้อไก่แปรรูปแช่แข็ง โดยมีความได้เปรียบคู่แข่งขันรายอื่นด้านช่องทางการกระจายสินค้าที่มีทั้งเซเว่นอีเลฟเว่นและซีพีเฟรชมาร์ท รองลงไป คือ “บริษัทเอสแอนด์พี ซินดิเคท จำกัด (มหาชน)” ครองส่วนแบ่งร้อยละ 15.6 มีความได้เปรียบจากความภักดีของผู้บริโภคต่อตราสินค้า “S&P” ซึ่งมีชื่อเสียงมาอย่างยาวนานและได้รับการยอมรับจากผู้บริโภคด้านรสชาติ “บริษัท สุรพลฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน)”    ครองส่วนแบ่งร้อยละ 14.2 ส่วนใหญ่เป็นอาหารว่างอย่างติ่มซำ ขนมจีบ ซาลาเปา และ “บริษัท พรานทะเล มาร์เก็ตติ้ง จำกัด” ครองส่วนแบ่งร้อยละ 12.8 มีชื่อเสียงด้านอาหารทะเลแช่แข็ง ที่เหลือร้อยละ 23.1 มีหลายราย เช่น บริษัท ไทยอกริ ฟู้ดส์ จำกัด (มหาชน) จำหน่ายอาหารว่างและขนมไทยแช่แข็งอย่างปอเปี๊ยะ ซาโมซ่า เกี๊ยวซ่ากุ้ง    บัวลอยงาดำ บริษัท อัลเฟรโด เอ็นเตอร์ไพรส์ จำกัด จำหน่ายพิซซ่าและแซนวิชแช่แข็ง บริษัท ลัคกี้ยูเนี่ยนฟู้ดส์ จำกัด จำหน่ายอาหารทะเลแปรรูปแช่แข็งจากเนื้อปลาบดหรือซูริมิ เป็นต้น

อาหารแช่แข็งที่มีจำหน่ายในประเทศไทยสามารถแบ่งออกเป็นประเภทได้ ดังนี้

1. อาหารพร้อมรับประทานแช่แข็ง (Ready to eat)

อาหารพร้อมรับประทานแช่แข็ง เป็นผลิตภัณฑ์ที่เหมาะกับวิถีชีวิตคนเมืองเป็นอย่างดี ด้วยความสะดวกรวดเร็ว เพียงนำไปอุ่นร้อนก็สามารถรับประทานได้ทันที อีกทั้งปัจจุบันราคาไม่แตกต่างจากอาหารจานเดียวมากนัก ประกอบกับหาซื้อได้ง่ายตามร้านสะดวกซื้อ ซึ่งกระจายอยู่ทั่วไปตามแหล่งชุมชนต่างๆ ขณะที่ผู้ประกอบการเองก็มุ่งเน้นการพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้สอดคล้องกับพฤติกรรมผู้บริโภค เช่น อาหารที่ดีต่อสุขภาพสำหรับผู้บริโภคที่ใส่ใจสุขภาพ หรืออาหารเจในเทศกาลกินเจ เป็นต้น รวมถึง  การพัฒนารายการอาหารใหม่ๆ ให้มีรสชาติใกล้เคียงกับอาหารปรุงใหม่ พัฒนาบรรจุภัณฑ์ให้ทันสมัย เปิดปิดง่าย สะดวกสบาย เป็นต้น ปัจจัยต่างๆ เหล่านี้ส่งผลให้อาหารพร้อมรับประทานแช่แข็งครองส่วนแบ่งตลาดสูงที่สุด คือ ร้อยละ 33.3 ของมูลค่าตลาดอาหารแช่แข็งทั้งหมด คิดเป็นมูลค่า 5,230 ล้านบาท ขยายตัวเฉลี่ยร้อยละ 12.6 ต่อปี

 

download PDF

Related Articles

ธุรกิจอาหารเดลิเวอรี่ในประเทศไทย

ในยุคสมัยที่อินเทอร์เน็ตเข้ามามีบทบาทในชีวิตประจำวันมากขึ้นทำให้โลกเราในปัจจุบันกลายเป็น “โลกออนไลน์” หรืออาจกล่าวได้ว่า อินเทอร์เน็ตถูกนำมาสร้างสรรค์สิ่งต่างๆ ได้มากมาย ขณะเดียวกันก็ได้รับ การตอบรับจากผู้คนทั่วไปอย่างรวดเร็วด้วยเหตุผลในด้านความสะดวกและรวดเร็ว สำหรับประเทศไทยนั้นพบว่า ปี 2561 ที่ผ่านมาคนไทยใช้อินเทอร์เน็ตเฉลี่ยวันละ 10 ชั่วโมง 5 นาที เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 3 ชั่วโมง 30 นาที โดยกิจกรรมการใช้งานผ่านอินเทอร์เน็ตยอดนิยมของชาวไทย 5 อันดับแรก คือ การใช้สื่อสังคมออนไลน์ (Social Media) ร้อยละ 96.3 การรับ-ส่งอีเมล ร้อยละ 74.2 การค้นหาข้อมูล ร้อยละ 70.8 การดูโทรทัศน์ คลิปวิดีโอ ฟังเพลงออนไลน์ ร้อยละ 60.7 และการซื้อสินค้าออนไลน์ ร้อยละ 51.3 ตามลำดับ นอกจากนี้ ยังพบว่าคนไทยเปลี่ยนผ่านการทำกิจกรรมต่างๆ ไปสู่ระบบออนไลน์มากขึ้น เช่น การจองโรงแรมที่พัก การซื้อตั๋วโดยสาร การชำระสินค้าและบริการ รวมถึงบริการสั่งอาหาร โดยคนไทยใช้บริการสั่งอาหารผ่านระบบออนไลน์ ร้อยละ 69.1 เทียบกับออฟไลน์ ร้อยละ 30.9 เปรียบเทียบกับปี 2560 ที่สัดส่วนอยู่ที่การสั่งออนไลน์ ร้อยละ 52.5 เทียบกับออฟไลน์ ร้อยละ 47.5 แสดงให้เห็นถึงความนิยมในอาหารเดลิเวอรี่ที่เพิ่มขึ้น

Read more

เครื่องดื่มกาแฟในประเทศไทย

กาแฟเป็นเครื่องดื่มชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมอย่างมากในประเทศไทย โดยปัจจุบันสายพันธุ์กาแฟที่ดื่มกันทั่วไป มีอยู่ 2 สายพันธุ์หลัก ได้แก่ อาราบิก้า (Arabica) และโรบัสต้า (Robusta) ซึ่งความนิยมดื่มเครื่องดื่มกาแฟของคนไทยมีทิศทางการเติบโตเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง ตามการขยายตัวของธุรกิจร้านกาแฟภายในประเทศ ไม่ว่าจะเป็นร้านกาแฟอิสระ และร้านกาแฟเครือสาขา ทั้งแบรนด์ต่างประเทศ และแบรนด์ท้องถิ่น โดยในปี 2561 ประเทศไทยมีจำนวนร้านกาแฟรวม 8,025 แห่ง มีอัตราการขยายตัวเฉลี่ย ร้อยละ 6.2 ต่อปี ในช่วง 5 ปีที่ผ่านมา (ปี 2557-2561) นอกจากนี้ความเร่งรีบในการใช้ชีวิตของชาวไทยก็เป็นอีกปัจจัยที่ช่วยส่งเสริมให้เครื่องดื่มกาแฟเป็นที่ต้องการดื่มเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะกาแฟปรุงสำเร็จพร้อมดื่ม หรือ Ready-to-Drink (RTD) ซึ่งปัจจุบันบรรดาผู้ผลิตทั้งหลายต่างพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลายมากขึ้น ทั้งในแง่ของรสชาติ และบรรจุภัณฑ์ เพื่อตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคชาวไทยที่มีรสนิยมการดื่มและรูปแบบการใช้ชีวิตที่แตกต่างกันไป

Read more

น้ำผักผลไม้พร้อมดื่มในประเทศไทย

ในอดีตที่ผ่านมาน้ำผักผลไม้ถูกมองว่าเป็นตัวเลือกหนึ่งของเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพในตลาดไทย อย่างไรก็ตาม มุมมองดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนไปในยุคปัจจุบัน ภายหลังการนำเสนอข้อมูลข่าวสารและงานวิจัยต่าง ๆ มากมายที่แสดงให้เห็นว่าน้ำผักผลไม้บางประเภทอาจมีปริมาณน้ำตาลเจือปนอยู่ในระดับสูงเทียบเท่ากับเครื่องดื่มปราศจากแอลกอฮอล์บางชนิด หรืออาจจะสูงกว่าด้วยซ้ำ และนี่จึงเป็นที่มาของการออกมาตรการจัดเก็บภาษีความหวานของรัฐบาล เมื่อวันที่ 16 กันยายน 2560 เพื่อให้ผู้ผลิตปรับสูตรเครื่องดื่มให้มีส่วนผสมของน้ำตาลน้อยลง ขณะเดียวกันเพื่อเป็นการปรัเปลี่ยนพฤติกรรมของผู้บริโภคให้ดื่มเครื่องดื่มที่มีความหวานลดลงด้วยเช่นกัน

Read more