Domestic


ตลาดอาหารสำเร็จรูปเพื่อสุขภาพ

ในปี 2559 ที่ผ่านมาอาหารสำเร็จรูปเพื่อสุขภาพในประเทศไทยมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 6,300 ล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 7.7 จากปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการรณรงค์จากภาครัฐที่ให้คนไทยหันมาให้ความสำคัญกับการรับประทานอาหารมากขึ้น เช่น การรณรงค์จากทางกระทรวงสาธารณสุขในการจำกัดการบริโภคน้ำตาล โดยไม่ให้เกิน 6 ช้อนชาในหนึ่งวัน และให้ความรู้ในเรื่องโทษของการบริโภคน้ำตาลมากเกินไป นอกจากนี้ การที่มีผู้เชี่ยวชาญออกมาให้ความรู้เรื่องการดูแลตัวเองและการรับประทานอาหารเพื่อสุขภาพที่ดีผ่านทางสื่อออนไลน์ทำให้ผู้บริโภครับรู้และเข้าถึงข้อมูลที่เป็นประโยชน์ในการมีสุขภาพที่ดีได้ง่ายขึ้นกว่าแต่ก่อน ปัจจัยเหล่านี้ล้วนส่งผลให้ผู้บริโภคหันมาเลือกซื้ออาหารที่เพื่อสุขภาพกันมากขึ้น

อย่างไรก็ตาม กลุ่มที่หันมารักสุขภาพส่วนใหญ่จะเป็นผู้บริโภคที่อาศัยอยู่ในเมืองเนื่องจากได้รับความรู้จากสื่อต่างๆ โดยเฉพาะสื่อออนไลน์ ทำให้ตระหนักถึงความสำคัญของการมีสุขภาพที่แข็งแรง ในทางกลับกัน ประชากรส่วนใหญ่ในประเทศโดยเฉพาะตามต่างจังหวัดยังไม่ตระหนักถึงความสำคัญในเรื่องนี้มากนัก ด้วยเหตุนี้ทำให้คนไทยประสบกับโรคภัยที่เกิดจากการบริโภคอาหารที่ไม่มีประโยชน์มากขึ้นเรื่อยๆ เช่น โรคอ้วน ซึ่งในปัจจุบันประชากรโลกประสบภาวะโรคอ้วนกว่า 2,200 ล้านคน และคนไทยเป็นโรคอ้วนถึง 16 ล้านคน โดยอยู่อันดับที่ 2 ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้รองจากมาเลเซีย และมีแนวโน้มที่จะเพิ่มจำนวนขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ทุกฝ่ายต้องให้ความสำคัญ โดยเฉพาะผู้ผลิตที่ต้องหันมาผลิตสินค้าที่ส่งผลดีต่อสุขภาพมากยิ่งขึ้น 

อาหารสำเร็จรูปเพื่อสุขภาพสามารถแบ่งออกเป็น 2 กลุ่มใหญ่ คือ

1. กลุ่มลดปริมาณไขมันลง (Reduced Fat Package Food) มีมูลค่าอยู่ที่ 5,673 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 4 ประเภทย่อย ดังนี้

-   ผลิตภัณฑ์นมลดไขมัน มีมูลค่าตลาดประมาณ 5,255 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 83.40

-   ซอสและเครื่องปรุงรสลดไขมัน มีมูลค่าตลาดประมาณ 24 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.003

-   ขนมขบเคี้ยวลดไขมัน มีมูลค่าตลาดประมาณ 39 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.01

-   เนื้อสัตว์ ผัก และผลไม้ลดไขมัน มีมูลค่าตลาดประมาณ 355 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.06

2. กลุ่มลดปริมาณน้ำตาลลง (Reduced Sugar Package Food) มีมูลค่าอยู่ที่ 629 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น 3 ประเภทย่อย ดังนี้

          -   ลูกอมลดน้ำตาล มีมูลค่าตลาดประมาณ 445 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.07

          -   โยเกิร์ตลดน้ำตาล มีมูลค่าตลาดประมาณ 12 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.001

          -   แยมลดน้ำตาล มีมูลค่าตลาดประมาณ 173 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 0.03

ทั้งหมด มี 115 รายการ

ธุรกิจอาหารฟาสต์ฟู้ดส์ในประเทศไทย

ตุลาคม 2560
ธุรกิจอาหารฟาสต์ฟู้ดในประเทศไทยยังคงเติบโตได้อย่างต่อเนื่องท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจชะลอตัวและกระแสใส่ใจในสุขภาพ (Health conscious) ของผู้บริโภคยุคปัจจุบัน โดยมีปัจจัยสนับสนุนมาจากความสามารถใน การตอบสนองไลฟ์สไตล์ของกลุ่มลูกค้าเป้าหมายได้ดี โดยเฉพาะกลุ่มวัยรุ่นและครอบครัวยุคใหม่ ซึ่งมักใช้เวลาอยู่นอกบ้านเป็นส่วนใหญ่ ทั้งการรับประทานอาหาร การพบปะพูดคุย หรือกิจกรรมต่างๆ ซึ่งร้านอาหารฟาสต์ฟู้ดเป็นสถานที่ลงตัวเพราะมีบรรยากาศที่ดี ตกแต่งทันสมัย ราคาอาหารไม่แพง เมนูหลากหลาย และสาขาที่กระจายตัวอยู่รอบ ย่านธุรกิจ ชุมชน ห้างสรรพสินค้าทั่วประเทศ เอื้ออำนวยให้ผู้บริโภคเข้าถึงได้สะดวก

ส่วนแบ่งตลาดนมข้นหวาน ครีมแท้ และครีมเทียม ปี2559

ตุลาคม 2560
มูลค่าตลาดนมข้นหวาน ครีมแท้ และครีมเทียม 9,672 ล้านบาท เติบโต 3.4% โดยมีแบรนด์ มะลิ คอฟฟี่เมต คาร์เนชั่น ทีพอท และเรือใบ เป็นเจ้าตลาด

ส่วนแบ่งตลาดไอศครีม

กันยายน 2560
มูลค่าตลาดไอศครีม 13,853 ล้านบาท เติบโต 8 % โดยมีแบรนด์ แม็กนั่ม คอร์นเนตโต ฟรุตทาเร่ แมกโนเรีย และแพดเดิลป๊อป เป็นเจ้าตลาด

ตลาดผลิตภัณฑ์ไอศกรีมในประเทศไทย

กันยายน 2560
ในปี 2559 ที่ผ่านมาตลาดผลิตภัณฑ์ไอศกรีม ในประเทศไทยมีมูลค่าอยู่ที่ประมาณ 13,850 ล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 8.0 จากปีก่อนหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากการที่ผู้บริโภคคนไทยนิยมรับประทานไอศกรีมเพื่อดับร้อนและรู้สึกสดชื่นขึ้นเนื่องจากสภาพอากาศที่ร้อนเกือบตลอดทั้งปี นอกจากนี้ ด้วยรสชาติของไอศกรีมที่มีความหวานเย็นอร่อย ทำให้เป็นที่ชื่นชอบของผู้บริโภคทุกเพศทุกวัย จึงเป็นอีกปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตลาดไอศกรีมในไทยยังสามารถเติบโตได้อย่างต่อเนี่อง

ส่วนแบ่งตลาดผลิตภัณฑ์กลุ่ม Free From ปี 2559

สิงหาคม 2560
มูลค่าตลาดผลิตภัณฑืกลุ่ม Free From 21,279 ล้านบาท เติบโต 6% โดยมี แลคตาซอย กรีนสปอร์ต และดัชมิลล์ เป็นเจ้าตลาด

Links