Domestic


ธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทย

ปัจจุบันผู้บริโภคชาวไทยนิยมรับประทานอาหารนอกบ้านกันมากขึ้น ซึ่งเป็นผลมาจากวิถีการดำเนินชีวิตที่เปลี่ยนแปลงจากครอบครัวขยายสู่ครอบครัวเดี่ยว ครอบครัวมีขนาดเล็กลง ทั้งสามีและภรรยาทำงานนอกบ้าน ที่พักอาศัยไม่เหมาะสำหรับการปรุงอาหาร อีกทั้งการใช้ชีวิตที่รีบเร่งต้องการความสะดวกและรวดเร็ว ซึ่งสอดคล้องกับข้อมูลการสำรวจเศรษฐกิจและสังคมของครัวเรือนของสำนักงานสถิติแห่งชาติในปี พ.ศ. 2558 ที่พบว่า ค่าใช้จ่ายของครัวเรือนในการซื้ออาหารรับประทานนอกบ้านมีสัดส่วนร้อยละ 39.0 ของค่าใช้จ่ายในการซื้ออาหารทั้งหมด เพิ่มขึ้นจากปี พ.ศ. 2554 ที่มีสัดส่วนการซื้ออาหารรับประทานนอกบ้านร้อยละ 31.0

ธุรกิจร้านอาหารในประเทศไทยมีขนาดใหญ่ โดยปี พ.ศ. 2559 มีมูลค่าประมาณ 1.7 แสนล้านบาท แต่มี   การขยายตัวจากปีก่อนหน้าไม่สูงนักประมาณร้อยละ 2.0 เนื่องจากคู่แข่งมีจำนวนมากทั้งในธุรกิจร้านอาหารด้วยกันเอง และธุรกิจบริการที่เกี่ยวกับอาหารอย่างธุรกิจอาหารจานด่วน อาหารริมทาง และคาเฟ่ เป็นต้น ผู้บริโภคจึงมีทางเลือกมากขึ้น ประกอบกับภาวะเศรษฐกิจซบเซาทำให้กำลังซื้อลดลง ผู้บริโภคจึงเพิ่มความระมัดระวังในการใช้จ่าย ด้วยการเลือกรับประทานอาหารจากร้านอาหารริมทางซึ่งราคาอาหารโดยเฉลี่ยต่ำกว่าทดแทน

อย่างไรก็ตาม ร้านอาหารมีความได้เปรียบอาหารริมทางในเรื่องสุขอนามัย ซึ่งเป็นประเด็นที่ผู้บริโภคใน      ยุคปัจจุบันให้ความใส่ใจเป็นอย่างมาก จึงถือเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้ธุรกิจร้านอาหารในประเทศยังคงเติบโตได้อยู่อย่างต่อเนื่อง นอกจากนี้ ยังมีปัจจัยอื่นที่สนับสนุนให้ตลาดเติบโต คือ การขยายสาขาของร้านอาหารที่เป็นเครือข่าย (Chain Restaurant) ไปยังพื้นที่ที่มีศักยภาพ อาทิ ศูนย์การค้า ร้านค้าปลีกขนาดใหญ่ และคอมมูนิตี้ มอลล์ เป็นต้น เพื่อบริการลูกค้าได้ครอบคลุมและเข้าถึงลูกค้ากลุ่มใหม่ๆ ได้มากขึ้น การเข้ามาของผู้เล่นหน้าใหม่โดยเฉพาะผู้ประกอบการรายใหญ่ทั้งที่อยู่ในธุรกิจอาหารหรือธุรกิจอื่นที่ให้ความสนใจเข้าสู่ธุรกิจอาหาร ตัวอย่างเช่น บริษัท     ไทยเพรซิเดนท์ฟูดส์ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตบะหมี่กึ่งสำเร็จรูปตรามาม่า เข้าสู่ธุรกิจร้านอาหารด้วยการร่วมทุนกับ บริษัท โคราคุเอ็น โฮลดิ้ง คอร์เปอเรชั่น จำกัด จากประเทศญี่ปุ่น ในการบริหารร้าน “โคราคุเอ็น ราเมง” บริษัท     ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) ผู้ผลิตเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ตราช้าง เข้าสู่ธุรกิจร้านอาหารด้วยการเปิดบริษัท       ฟู้ด ออฟ เอเชีย จำกัด โดยมีร้านอาหารในเครือรวม 5 แบรนด์ ได้แก่ ร้านอาหารจีนสไตล์กวางตุ้ง “Man Fu Yuan (หม่าน ฟู่ หยวน)” ร้านอาหาร “So Asean Cafe & Restaurant” ร้านกาแฟ “So Asean Coffee” ฟู้ดคอร์ตภายใต้แบรนด์ “Food Street” ล่าสุด ร้านเบเกอรี่ ภายใต้แบรนด์ “mx cakes & bakery” เป็นต้น

download PDF

ทั้งหมด มี 107 รายการ

ตลาดผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวและโยเกิร์ตในประเทศไทย

มิถุนายน 2560
ในปี 2559 ที่ผ่านมาตลาดผลิตภัณฑ์นมเปรี้ยวและโยเกิร์ตในประเทศไทยมีมูลค่ารวมอยู่ที่ประมาณ 28,000 ล้านบาท เติบโตขึ้นร้อยละ 8.0 จากปีก่อนหน้า สาเหตุที่ตลาดนมเปรี้ยวและโยเกิร์ตยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่องมาจากการที่ผู้บริโภคโดยเฉพาะกลุ่มที่อาศัยอยู่ในเมืองตระหนักถึงประโยชน์ในการรับประทานโยเกิร์ตมากขึ้น ประกอบกับวิถีชีวิตที่รีบเร่งของผู้บริโภคในปัจจุบัน ทำให้ผู้บริโภคต้องการบริโภคอาหารที่สะดวกรวดเร็ว ดังนั้นนมเปรี้ยวและโยเกิร์ตจึงสามารถตอบโจทย์ความต้องการนี้ได้เป็นอย่างดี เนื่องจากสามารถรับประทานเป็นอาหารเช้า อาหารว่าง หรือรับประทานในช่วงท้องว่างระหว่างวัน อีกทั้งยังสามารถนำโยเกิร์ตมาผสมกับสลัดผักหรือซีเรียลเพื่อเพิ่มคุณค่าทางโภชนาการได้อย่างง่ายๆ ซึ่งประหยัดเวลามากกว่าการทำอาหารไทยแบบทั่วไป

ส่วนแบ่งตลาดสเปรด (Spreads) ปี 2559

มิถุนายน 2560
มูลค่าตลากสเปรด (Spreads) 2,396 ล้านบาท เติบโต 3.8% โดยมี Best Foods , Skippy , Smucker's , Nutella และ Imperial เป็นเจ้าตลาด

ส่วนแบ่งตลาดอาหารเด็ก ปี 2559

พฤษภาคม 2560
มูลค่าตลาดอาหารเด็ก 28,276 ล้านบาท เติบโต 6.7% โดยมี Dumex, Bear Brand, Enfagrow, Canation และ Alacta เป็นเจ้าตลาด

อาหารริมทาง (Street Food) ในประเทศไทย

พฤษภาคม 2560
ปลายปี พ.ศ. 2559 ที่ผ่านมา สำนักข่าว CNN จัดให้กรุงเทพมหานครเป็นเมืองที่มีอาหารริมทาง หรือ สตรีทฟู้ดดีที่สุดอันดับ 23 ของโลก เนื่องจากอาหารรสชาติอร่อย มีความหลากหลายและมีชื่อเสียงโด่งดัง นักท่องเที่ยวสามารถเสาะหาอาหารได้ทุกพื้นที่ตลอดเวลา ด้วยราคาที่ย่อมเยา

ส่วนแบ่งตลาดชีส ปี 2559

เมษายน 2560
มูลค่าตลาดชีส 1,719 ล้านบาท เติบโต 6.7% โดยมี KRAFT Singles, CAROLINE, ALLOWRIE, MAINLAND และ PRESIDENT เป็นเจ้าตลาด

Links